สสส.เปิดตัว “บัตรเดียว เที่ยวยกครัว ทัวร์พิพิธภัณฑ์รอบกรุง” รับวันสงกรานต์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้มีความอบอุ่น
แพทย์หญิงชนิกา ตู้จินดา กรรมการบริหารแผนสำนักสนับสนุนการสร้างการเรียนรู้และสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของครอบครัว ได้เปิดตัว “บัตรเดียว เที่ยวยกครัว ทัวร์พิพิธภัณฑ์รอบกรุง” HAPPY FAMILY DAY CARD สำหรับครอบครัว เพื่อเข้าชมแหล่งเรียนรู้กว่า 100 แห่งของรัฐฟรี ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
รวมทั้งเป็นส่วนลดแหล่งเรียนรู้ภาคเอกชน อาทิ พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ ห้องสมุด สวนสาธารณะ ตลาดน้ำ และศาสนสถาน เพื่อเป็นของขวัญแก่คนไทยในช่วงวันสงกรานต์ ให้ครอบครัวมีโอกาศสร้างสัมพันธภาพระหว่างกัน รวมทั้งกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ให้ได้รับความรู้ประสบการณ์ตรงผ่านความอบอุ่นของครอบครัว
แพทย์หญิงชนิกา กล่าวอีกว่า “บัตรเดียว เที่ยวยกครัว ทัวร์พิพิธภัณฑ์รอบกรุง” จำนวน 30,000 ใบ โดยจะเริ่มแจกตั้งแต่วันที่ 9 เมษายนนี้ ใน 6 สถานที่ คือ สถานีรถไฟหัวลำโพง, ที เค ปาร์ค เซ็นทรัลเวิร์ลด ,พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ, พิพิธภัณฑ์หุ้นขี้ผึ้ง จ.นครปฐม องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จ.ปทุมธานี และพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ จ.สมุทรปราการ
สามารถดาว์โหลดเพิ่มเติมอย่างไม่จำกัดได้ที่ www.happyfamilyday.com โดยมีเงื่อนไขว่าใช้ได้กับสมาชิกในครอบครัวไม่เกิน 4 คน และตลอดปี 2553 นี้เท่านั้น
วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553
วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า

ค่ายโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า ที่ดำเนินการโดยกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์โรงเรียนท่าบ่อ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 1 โดยการนำของ นายณรงค์ ปริญญาพรหม หัวหน้ากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เป็นโครงการที่ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้พิสูจน์ข้อสงสัยและสร้างข้อค้นพบ ด้วยตนเองด้วยการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ อย่างสนุกสนาน แตกต่างจากการเรียนวิทยาศาสตร์ในห้องเรียนอย่างสิ้นเชิง
เด็กนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการได้รับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ จากกิจกรรมที่จัดขึ้นทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว และอยากจะให้มีการเข้าค่ายเป็นระยะเวลาที่นานขึ้น ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มา 3 ปีแล้ว ซึ่งใน 2 ปีแรกนั้นได้รับการสนับสนุนให้จัดปีละ 1 ครั้ง แต่ในปีการศึกษา 2551 ได้รับการสนับสนุนให้จัดปีละ 2 ครั้ง โดยแบ่งจัดภาคเรียนละ1 ครั้ง
นายณรงค์ เล่าถึงความเป็นมาของการจัดค่ายโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า ว่าในปัจจุบันกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการต่าง ๆ อย่างมากมายแม้แต่กระบวนดูแลและสร้างเสริมสุขภาพของตนเองรวมทั้งคนรอบข้าง ยังเป็นการเรียนรู้กระบวนการโครงงานทางวิทยาศาสตร์ไปในตัวอีกด้วย
ซึ่งมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดไว้ว่า การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้รับทั้งความรู้ กระบวนการและเจตคติ ดังนั้นผู้เรียนควรได้รับการกระตุ้นส่งเสริมให้สนใจและกระตือรือร้นที่อยากจะเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีความสงสัย เกิดคำถามในสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโลกธรรมชาติรอบตัว มีความมุ่งมั่นและมีความสุขที่จะศึกษาค้นคว้า สืบเสาะหาความรู้ เพื่อรอบรวมข้อมูล วิเคราะห์ผล นำไปสู่คำตอบ และยังกระตุ้นให้ผู้เรียนท้าทายกับการเผชิญสถานการณ์หรือปัญหา มีการร่วมกันคิด ลงมือปฏิบัติจริง ทำให้สามารถอธิบายทำนายสิ่งต่างๆได้อย่างมีเหตุผล
การประสบผลสำเร็จในการเรียนวิทยาศาสตร์จะเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความ สนใจ มุ่งมั่นที่จะสังเกต สำรวจ ตรวจสอบ สืบค้นความรู้ที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นเกิดนิสัยการเรียนรู้อย่างไม่หยุดยั้ง
การเรียนรู้เนื้อหาสาระที่เกี่ยวกั การสร้างเสริมสุขภาพอนามัยในด้านอาหารและโภชนาการ โรคและการป้องกันโรค และด้านสุขลักษณะและสิ่งแวดล้อมที่ดี ร่วมกับการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ พิสูจน์ข้อสงสัยและสร้างข้อค้นพบด้วยตนเองด้วยการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ช่วยส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เห็นความสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาพ อนามัยที่ดีตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เห็นปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของตนเองและบุคคลรอบข้าง และหาวิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหา รวมทั้งหาวิธีสร้างเสริมสุขภาพของตนเองและบุคคลรอบข้างให้ดีขึ้น โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
การจัดค่ายโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า ถือเป็นกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ที่สำคัญวิธีหนึ่ง ที่จัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพทุก ๆ ด้าน ที่ต้องการให้เกิดในตัวผู้เรียน ช่วยให้ผู้ร่วมกิจกรรมรู้จักปรับพฤติกรรมของตนเองให้เข้ากับหมู่คณะ รู้จักการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี และสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตต่อไป อีกทั้งยังสามารถเสริมสร้างกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้เกิดขึ้นกับนักเรียน ได้เป็นอย่างดี

สำหรับวัตถุประสงค์สำคัญของการจัดค่ายโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่าก็เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ด้านวิทยา ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแล รักษา และเสริมสร้างสุขภาพ เพื่อให้นักเรียนที่เข้าค่ายสามารถทำโครงงานและมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งสามารถประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า รู้จักคิดวิเคราะห์ ค้นหาคำตอบ ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นและรับผิดชอบต่อ ส่วนรวม รู้จักนำความรู้ทีได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และเพื่อให้เห็นความสำคัญของการดูแล รักษาสุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง นำความรู้ที่ได้ไปเสริมสุขภาพจนเป็นนิสัย
เด็กที่เข้าค่าย นั้นจะเป็นเด็กระดับชั้น ม.ต้น รุ่นละ 120 คน ซึ่งค่าย จะจัดทั้งในโรงเรียน และนอกสถานที่ โดยจะมีครูกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา 20 คน เป็นผู้ดูแลนักเรียนที่เข้าค่าย อย่างใกล้ชิด ตลอดทั้ง 2 วัน 3 คืน ซึ่งก่อนการเข้าค่าย ก็จะประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบ และหลังจากนักเรียนเข้าค่ายเสร็จก็จะมีการประเมินผล แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์
จากการเข้าค่าย ที่ผ่านมาพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนของการทำแบบทดสอบก่อนการเข้าค่าย และค่าเฉลี่ยคะแนนของการทำแบบทดสอบหลังการเข้าค่ายแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
กิจกรรมที่จัดขึ้นในค่าย นั้นมีหลากหลาย ครบถ้วน เริ่มจากทำความรู้จักกับโครงการค่ายวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่าและ เรียนรู้ประเภทและขั้นตอนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ กิจกรรมปฏิบัติการตามฐานความรู้ เช่น การทำโยเกิร์ต การทำไวน์ การทำแหนม การตรวจสอบโปรตีน กิจกรรมดาราศาสตร์ การปฏิบัติให้ถูกสุขลักษณะ การตรวจสอบสารปนเปื้อนในอาหาร และกิจกรรมสำรวจสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนที่มีการระดมสมองด้วย

น.ส.ศิริกัญญา ศรีชมภู นักเรียนชั้น ม.3 ที่เข้าค่าย บอกว่า สนุกกับการเข้าค่าย และได้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์จากการเข้าค่ายมาก ไม่เคยคิดมาก่อนว่า การเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์โดยการเข้าค่าย จะทำให้เกิดการเรียนรู้ ได้มีการพิสูจน์ข้อสงสัย ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ตลอดระยะเวลา 2 วัน 3 คืน ที่มีการเข้าค่ายดูน้อยไป อยากให้มีระยะเวลาในการเข้าค่ายที่มากกว่านี้
นายวสุภาค สีลาคำ นักเรียนชั้น ม.3 ก็บอกเช่นเดียวกันว่า สนุกและได้รความรู้กับการเข้าค่ายมาก โดยเฉพาะกิจกรรมดาราศาสตร์ ที่มีการส่องกล้องดูดาวต่าง ๆ สนุกเพลิดเพลินจนเพื่อน ๆ ไม่อยากจะเข้านอนกัน จนอาจารย์ต้องมาไล่ให้เข้านอน
จากความสำเร็จของการเข้าค่ายโครงการ วิทยาศาสตร์ มีการต่อยอดส่งผลทำให้โครงงานสำรวจภาวะการเจริญเติบโตของนักเรียนโรงเรียน ท่าบ่อ ได้รับรางวัลขวัญใจนักวิจัย ในการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ของ สวทช. ปีการศึกษา 2551 ที่ผ่านมา และขณะนี้ได้เสนอให้ทางโรงเรียนมีการจัดเข้าค่าย ให้กับโรงเรียนข้างเคียงด้วย
ซึ่งหากมีการดำเนินการต่อไป ก็จะทำให้เด็กหนองคาย ได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพ อย่างสนุกสนาน และได้ความรู้ครบกระบวนการ เช่นเดียวกับเด็กนักเรียนของโรงเรียนท่าบ่อ ที่ได้สัมผัสกับโอกาสดังกล่าวแล้ว
เดินตามฝันสู่ “ สุขแท้ด้วยปัญญา”

ช่วงกลางเดือนกันยายน 2552 เครือข่ายพุทธิกา ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานเตรียมความพร้อมโครงการ สุขแท้ด้วยปัญญา ปี 2 ณ โรงแรม เดอะ รอยัล เจมส์ ลอดจ์ 2000 จ.นครปฐม โดยนายสมศักดิ์ กานต์ภัทรพงศ์ ผู้จัดการโครงการสุขแท้ด้วยปัญญา เล่าว่าปีนี้มีโครงการที่ผ่านการคัดเลือกทั้งสิ้น 56 โครงการ ซึ่งแต่ละโครงการก็มีความโดดเด่นแตกต่างกันออกไป
มาดูกันว่าในบรรดาผู้ที่ได้รับคัดเลือกมาร่วมเส้นทางการสร้างสรรค์ความสุขแบบของจริง-ของแท้ ที่ไม่ต้องใช้เงินเป็นปัจจัยหลัก ใครมีไอเดีย มีความฝันที่จะไปสร้างสุขแท้ด้วยปัญญากันอย่างไรบ้าง

นายเปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี และ หัวหน้าโครงการ พลังภาพยนตร์ชวนค้นคนดี กล่าวว่า จะเริ่มดำเนินการในเดือน ตุลาคม ซึ่งพร้อมกับหลายโครงการที่ได้ส่งเข้ามา กลุ่มเป้าหมายหลักจะเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ,3 ,4 ของโรงเรียนที่กำลังศึกษาอยู่
ด้วยหวังว่าการผลิตภาพยนต์สั้น ซึ่งข้อกำหนด คือ ต้องถ่ายทำจากเรื่องจริง และต้องถ่ายจากบุคคลใกล้ตัวที่เด็กๆ รู้จัก นั่นก็เพื่อถ่ายทอดให้เห็นว่าเขาผู้นั้นทำความดีอย่างไร โดยอาจเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว หรือชุมชนก็ได้ หัวหน้าโครงการนี้ยังหวังว่าความดีที่เด็ก ๆ ได้พบเห็นจะเป็นตัวช่วยให้เยาวชนหันมาทำความดีกันมากขึ้น ทั้งนี้การใช้ภาคทฤษฏีและปฏิบัติควบคู่กันจะทำให้เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ เข้าใจได้ง่ายขึ้น ว่าการทำความดีไม่ใช่เรื่องทำยาก ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ทำแล้วมีความสุข
“ผมคิดว่าคนประพฤติดี ทั้งแบบเปิดเผย และแบบปิดทองหลังพระ ซึ่งควรได้รับคำชมเชย และกำลังใจ เพื่อให้ผลของการทำดี ขยายวงกว้าง เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ทุกคน รู้ว่าคนทำดีช่วยเหลือสังคม มีจิตอาสา จะได้รับคำชม เพราะท้ายที่สุดแล้วผมเชื่อว่าคนที่ทำความดีผลดีจะต้องตอบแทน” นาย เปรมปพัทธ กล่าว

นายฉัตรชัย เชื้อรามัญ (ครูไข่) ผู้อำนวยการสำนักข่าวเด็กและเยาวชน ขบวนการตาสัปปะรด และที่ปรึกษาโครงการ ธนาคารเพื่อการแบ่งปัน (Sharing Bank) กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ มาจากประสบการณ์ คือ มีเด็กยากลำบากที่อยู่ตามสถานดูแลต่างๆ ที่ได้รับการช่วยเหลือจากพ่อแม่อุปถัมภ์ ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่พ่อแม่อุปถัมภ์มาเยี่ยม เด็กเหล่านั้นจะพยายามทำให้ตัวเองมอมแมมให้รู้สึกน่าสงสาร เพื่อจะได้สิ่งของพิเศษจากพ่อแม่อุปการะ
หลังจากนั้น ได้ทำการสำรวจว่าความต้องการที่แท้จริงของเด็กเหล่านั้นคืออะไร โดยให้เล่นเกมส์ แยกแยะระหว่าง “ความจำเป็น” กับ ”ความต้องการ” ปรากฏว่าเด็กส่วนใหญ่มีของเหลือใช้เป็นจำนวนมาก เลยเกิดความคิดให้เด็กเหล่านั้น เรียนรู้การแบ่งปันโดยการนำสิ่งที่เหลือใช้ไปบริจาค นอกจากจะได้รู้จักการแบ่งปันแล้วยังทำให้เค้ารู้สึกมีคุณค่าด้วย
นอกจากนี้การที่เคยช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ เช่น สึนามิ นายฉัตรชัย พบว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์วิกฤติ ก็จะมีการส่งสิ่งของเครื่องใช้ ไปแต่กลับพบว่ามีของเหลือ เนื่องจากเกินความต้องการ กองทิ้งอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนของจำเป็นกลับไม่ค่อยถูกส่งไปช่วย
“การบริจาคช่วยเหลือ ก็มีในช่วงแรกๆ เท่านั้น แต่ความต้องการยังคงอยู่ ดังนั้นธนาคารเพื่อการแบ่งปัน (Sharing Bank) จะเป็นตัวจุดประกายให้คนนำของเหลือมาแลกของที่ขาด แต่การแลกเปลี่ยนต้องให้ชุมชนจัดการกันเอง ตอนนี้ธนาคารเพื่อการแบ่งปัน มีทั้งหมด 4 แห่ง โดยใช้กรุงเทพ เป็นศูนย์กลางเพื่อประสานงาน จาก 3 จังหวัดคือ จ.ชัยภูมิ จ.บุรีรัมย์ และ จ.เชียงราย โครงการนี้จะเป็นการสร้างรากฐานสังคมให้ไม่ทอดทิ้งกัน ไว้รองรับกับวิกฤติ ที่จะเข้ามาในอนาคต” นายฉัตรชัย กล่าวในที่สุด

นายณฐกร นิยมเดชา หัวหน้าศูนย์ให้คำปรึกษากิจกรรมเพื่อสังคม และหัวหน้าโครงการพื้นที่สร้างสรรค์ สื่อสร้างสุขเพื่อน้อง ต.ขอนคลาน อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล กล่าวว่ากิจกรรมที่จะเกิดขึ้น จะจัดร่วมกับ กรมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดสตูล ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น ซึ่งเน้นการพัฒนาสถานที่รอบๆชุมชน เช่น ลานวัด/มัสยิด เป็นต้น
“ปัญหาที่เกิดขึ้นใน จังหวัดสตูล ขณะนี้คือ มีประชากรช่วงแรกเกิด – 25 ปี จำนวนกว่าครึ่ง ของประชากร 200,000 คน และเยาวชนจำนวนมาก ยังตกเป็นเหยื่อสิ่งเสพติด สื่อลามกอนาจาร ที่มีวางจำหน่าย ทางด่านชายแดนไทย – มาเลเซีย สามารถหาซื้อได้อย่างโจ่งแจ้ง ส่งผลให้เด็กมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ด้านผู้ปกครองเองก็ยังขาดความรู้ที่จะดูแลบุตรหลาน ว่าการเลือกรับสื่อที่ดีควรเป็นเช่นไร เช่นการดูทีวีที่บ้าน หากมีภาพหรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ก็ไม่ได้มีการนั่งพูดคุยกันว่าพฤติกรรมแบบนี้ไม่สมควรเลียนแบบ ด้วยเหตุนี้การสร้างสื่อสำหรับเยาวชนจะทำ ให้เค้าได้สร้างสรรคกันเอง ว่าสื่อที่ดีควรเป็นอย่างไร และต้องการแบบไหน ก็ให้เค้าทำออกมา” นายณฐกร อธิบาย
นายกนก กาคำ หัวหน้าโครงการวัฒนธรรมสร้างปัญญา สร้างสุขให้ชุมชน ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เนื่องจากชาวบ้านเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เย้า (อิ้วเมี่ยน) จึงใช้ประเพณีปีใหม่เย้า(ตรุษจีน) ที่จัดเป็นประจำทุกปี มาเป็นกิจกรรมเพื่อให้เยาวชนตระหนักถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น เพราะวันขึ้นปีใหม่นี้มีข้อคิดสอดแทรกอยู่ เช่น ไม่ใช้เงินในวันปีใหม่ เพราะเชื่อว่าจะไม่สามารถเก็บเงินอยู่ เป็นต้น

ส่วนเด็กๆ ต้องเดินทางไปตามบ้านของผู้สูงอายุ เพื่อทำการยกน้ำชา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเคารพ และขอขมาลาโทษที่ได้ล่วงเกิน
“เหตุที่ใช้งานปีใหม่เย้าเพราะมีความเชื่อที่ว่า หากทำความดีแล้ว จะช่วยให้ได้รับแต่สิ่งที่เป็นสิริมงคลกับชีวิต และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อสังคมซึ่งเกิดจากการอยู่ร่วมกัน ทั้งในครอบครัวและชุมชน มีความรักใคร่ กลมเกลียว พร้อมทั้งส่งผลให้เยาวชนเห็นคุณค่าภูมิปัญญาตนเอง สำหรับโครงการนี้หากเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ผู้นำชุมชน ครู ปราชญ์ชาวบ้าน อบต. เห็นความสำคัญและเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนก็จะทำให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต” นายกนก กล่าว
โครงการโฆษณาสีขาว โดยพระประสงค์ วชิรญาโณ วัดป่าทับทิมนิมิต ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อธิบายว่า พื้นที่อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อยู่ติดกับแหล่งอบายมุขในฝั่งประเทศกัมพูชา และ ชาวบ้านในพื้นที่ มักจะข้ามชายแดนไปเสี่ยงโชค การเสพสุราและเที่ยวผู้หญิง ก่อให้เกิดปัญหาหนักในชุมชน ซึ่งจะใช้สถานีวิทยุชุมชน ที่ชาวบ้านนิยมฟัง เป็นสื่อเผยแพร่รณรงค์ ให้หลีกเลี่ยงอบายมุข โดยให้กลุ่มลูกหลาน เป็นผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์หรือ โฆษณาสีขาว เพื่อเชิญชวนพ่อแม่ญาติพี่น้องให้หันมาสร้างความสุขด้วยการทำความดีช่วยเหลือชุมชน
“อาตมาเชื่อว่าเยาวชนเหล่านี้มีพลังที่จะสร้างสรรค์ จนสามารถสื่อเข้าถึงหัวใจของผู้ใหญ่ ซึ่งจะก่อให้เกิดการคล้อยตาม นอกเหนือจากนี้การที่เราดึงกลุ่มเยาวชนเข้ามาร่วมโครงการ ยังเป็นอุบายที่จะทำให้พวกเขาพิจารณาเห็นโทษของอบายมุขและประโยชน์ของการทำความดีอย่างลึกซึ้งในกระบวนการผลิตโฆษณานั้นเอง” ประสงค์ กล่าว
นางพัชรินทร์ ชัยอิ่นคำ ผู้รับผิดชอบโครงการ “ไม่รวยก็สุขได้” อ.เวียงชัย จ.เชียงราย กล่าวว่า ปัจจุบันระบบทุนนิยมเข้ามาทำให้ คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น การค้าก็เน้นแต่ยอดจำหน่าย คนทั่วไปที่อยู่ในสังคมแบบนี้ก็เลยไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามหลักคุณธรรมจริยธรรม
“เราจะส่งเสริมให้เขาทำอาหารเพื่อสุขภาพทานเอง โดยใช้ผักผลไม้ที่มีในท้องถิ่น และส่งเสริมให้ดูแล
สุขภาพด้วยยาสมุนไพรไทยในชุมชน พร้อมทั้งสอนให้ทำของใช้เองภายในครัวเรือน เพื่อลดค่าใช้จ่ายภายในบ้าน เราเชื่อว่าหากเขาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้แล้ว ผู้เข้าร่วมจะมีความสุขโดยที่ไม่คิดว่าต้องรวยเท่านั้นถึงจะมีความสุขได้” นางพัชรินทร์ อธิบาย
นายจิรัฏฐ์ วัชรญานิณธ์ หัวหน้ากลุ่มเม็ดดิน ฝ่ายประสานงานกิจกรรมชุมชน ผู้รับผิดชอบโครงการ ต้นกล้าปัญญา ต. ท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า การสอนให้เด็กเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ นอกจากจะส่งผลให้เยาวชนรู้ประโยชน์ของธรรมชาติแล้ว ยังช่วยหล่อหลอมจิตใจให้อนุรักษ์ธรรมชาติได้อีกด้วย

“วิธีดำเนินเราจะ ให้ปราชญ์ชาวบ้านเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ทั้งส่วนที่เป็นหลักธรรมคำสอน วัฒนธรรม ประเพณี และการผลิตฝีมือหัตถกรรม เช่นการผลิตของใช้สอยในชุมชน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน นอกจากจะส่งผลให้ผู้เข้าร่วมตระหนักถึงความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้วยังทำให้รู้ว่า การพึ่งพาตัวเองจะทำให้ต้นกล้าซึ่งหมายถึงเยาวชน เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ และชุมชนจะมีความเข้มแข็งได้ในที่สุด” นายจิรัฏฐ์ อธิบาย
ไม่นานนับจากนี้ ความฝัน-ความตั้งใจเหล่านี้จะถูกแปรสภาพให้เกิดผลในทางรูปธรรมได้ในที่สุด
วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เพาะเมล็ดพันธุ์ปัญญา ผ่านละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง

“ท่านพุทธทาส ดำริตั้งโรงละครหรือโรงหนังเป็น Spiritual Theatre บอกว่าชีวิตมนุษย์ต้องมีส่วนหล่อเลี้ยง ร่างกายเวลาอ่อนล้าก็ต้องการนวดคลำโอ้โลม จิตใจก็ต้องมีสิ่งประเล้าประโลมให้ผ่อนคลายและพร้อมจะสู้ใหม่ ถ้าเป็นสิ่งดีงามทำให้เข้มแข็งแกร่งกล้าไปในทางที่ถูก อะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมไทย ท่านเรียกว่า Spiritual Entertainment”
น.พ.บัญชา พงษ์พานิช กรรมการบริหารแผนงาน สำนักเปิดรับทั่วไป สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเปิดเวทีเสวนา "ละครบนหนทางการเปลี่ยนแปลงทางปัญญาของเยาวชน" พร้อมการเปิดตัว "โครงการละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง" ของ มูลนิธิสื่อชาวบ้าน โดยการหนุนเสริมของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไปเมื่อเร็วๆนี้ที่อุทยานการเรียนรู้(TK park) เซ็นทรัลเวิร์ลดิ
เล่าเรื่องละครสะท้อนปัญญาปี 2
ทุกขภาวะของเด็กไทยในสังคมปัจจุบัน แสดงออกผ่านพฤติกรรมที่ไม่สร้างสรรค์ อาทิเช่น ติดเกมส์ ดื่มสุรา สูบบุหรี่ เสพสื่อลามกอนาจาร และฟุ้งเฟ้อไปกับกระแสสังคมบริโภคนิยม เป็นปัญหาที่มีสาเหตุปัจจัยหหลายประการ ตั้งแต่ ขาดการเอาใจใส่ดูแลที่ถูกต้องจากครอบครัว สถาบันการศึกษาที่เน้นสาระวิชาการแต่ละเลยการพัฒนาตัวตนของเยาวชน รวมทั้งขาดพื้นที่สาธารณะในการแสดงออกและเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ ทำให้วัยรุ่นไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เท่าทันกระแสสังคม และอ่อนแอเชิงจริยธรรม
เป็นที่มาของ “โครงการละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง : การพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาของเยาวชนด้วยศิลปะการละคร”
การเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ในการแสดงออก-แสวงหาตัวตน-พัฒนาศักยภาพของเด็กไทย สร้างนักการละครรุ่นใหม่ที่สามารถผลิตสื่อบันเทิงทางปัญญาอย่างสอดคล้องกับประเด็นปัญหาสังคมชุมชน และเป็นพื้นฐานไปสู่การมีสุขภาวะที่ยั่งยืนของเยาวชนอนาคตชาติ
พฤหัส พหลกุลบุตร หัวหน้าโครงการฯ เล่าว่า ละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง เป็นผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องมาจากโครงการละครสะท้อนปัญญาปี 2552 ซึ่งสามารถสร้างการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงของเด็ก ทั้งจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ การใช้เหตุผลความรับผิดชอบและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ใจกว้างเปิดรับความคิดเห็นคนอื่น รวมทั้งทักษะการทำงานเป็นทีม การแสดงออก การสื่อสารที่เหมาะสม ที่สำคัญคือเด็กสามารถปรับเปลี่ยนทัศนะคติในการเข้าใจตนเอง เข้าใจคนอื่น แบ่งปันให้สังคม
ละครบนหนทางการเปลี่ยนแปลงทางปัญญา
น.พ.บัญชา กล่าวถึง ความสุขทางปัญญาผ่านละครเพื่อการเปลี่ยนแปลงว่า เริ่มตั้งแต่สุขตามประสาเด็กที่ได้คิดได้เล่นได้แสดงออก ซึ่งจะเป็นพื้นฐานไปสู่การค้นพบตัวเอง และที่ดียิ่งกว่าคือเป็นประโยชน์กับตัวเอง ครอบครัว คนรอบข้าง และแบ่งปันสังคม
"ละครกินพื้นที่สื่อในสังคมเยอะมาก ถ้าสามารถผสมผสานความบันเทิงกับสติปัญญาด้วยกันได้ ก็จะมีประโยชน์มาก.. โครงการนี้ได้เปิดพื้นที่ให้เยาวชนที่ร่วมโครงการ ผู้ชม สังคม ได้เปิดใจซึมซับเนื้อหา เรียนรู้เปลี่ยนทัศนะคติ เป็นปัญญาใหม่ที่ถูกต้อง ไม่เบียดเบียนตัวเองและสังคม..."
ประดิษฐ ประสาททอง เลขาธิการมูลนิธิสื่อชาวบ้าน หรือที่รู้จักในนาม “กลุ่มละครมมะขามป้อม” บอกว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มีทั้งความรู้สึกนึกคิดทัศนะคติเชิงบวก, ทางร่างกายคือความสามารถจัดการตัวเองในการแสดงออกหน้าเวที ด้านสติปัญญาคือรู้จักแก้ปัญหาฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ หลังฉาก และทางสังคมคือปัญญาที่สื่อออกไปกับเนื้อหา และสังคมยอมรับในสิ่งที่วัยรุ่นแสดงออก
"ตอนเริ่มโครงการก็ท้อๆ เพราะน้องๆ เขามีตัวอย่างภาพยนตร์ ทีวี โฆษณา ตลก และเข้าใจว่านั่นคือละครที่ควรจะเป็น คือถ้าเป็นนางร้ายก็ต้องกรี๊ดกร๊าดโวยวาย ถ้าเป็นเพศที่สามก็ต้องริษยาอาฆาตบิดตูดเป็นเลขแปด แต่พอเราทำๆ ไปแล้วคือมันได้เรียนรู้เกิดชุดความรู้ใหม่ๆ..."
ในมุมมองของนักแสดงและผู้กำกับ ศศิธร พานิชนก จากกลุ่มละคร LIFE Theatre บอกว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นนักแสดงได้ เช่น บางคนอาจชอบอยู่หลังฉากหรือเป็นโปรดิวเซอร์ แต่สิ่งหนึ่งที่กิจกรรมโครงการนี้สร้างให้เยาวชนคือ การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และได้ค้นพบตัวตน
"จุดง่ายๆมันอยู่ที่มีใจรักและจริงใจที่จะทำ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง พอออกมาเป็นการแสดงก็จะส่งผลไปถึงผู้ชมที่เขาสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น เขาได้ดูอะไรที่จริงใจให้แง่คิด เป็นการสร้างทางเลือกในการชมละคร..."
"เขาและเธอที่เปลี่ยนไป" : ผลผลิตจากโครงการ
“เวทีแรกของหนูคือเสื่อ 2 ผืน กางที่ถนนคนเดิน แรกๆ เขาก็ไม่มาดูกันหรอก วันต่อๆ มาก็เริ่มมีคนถามว่าทำไมไม่ทำเวทีเลยล่ะ เริ่มมีแฟนคลับ มีรายได้จากการเปิดหมวก... จากแรกๆ อาจารย์ไม่รู้ว่าเราทำอะไรกัน ต่อมาก็ถามว่าสนใจจะเปิดชมรมละครในมหาวิทยาลัยไหม”
กาญจนา พรมกสิกร นักศึกษาจากเทคโนโลยีเชียงราย เป็นผลผลิตหนึ่งของโครงการเพื่อสุขภาวะทางปัญญาของเยาวชนผ่านละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง เธอบอกว่า "ดากานดาผู้ไม่เคยพอ" ที่ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ต้องการสะท้อนค่านิยมผิดๆ ในการบริโภควัตถุนิยมของเด็กไทย
"ในมหาวิทยาลัยมีมือถือ โน๊ตบุ๊คส์ กระเป๋าแบรนด์เนมแพงๆ ใหม่ๆ มาอวดกันตลอด พวกหนูก็มาคิดว่าทำไมวัยรุ่นสมัยนี้อยากได้อยากมีทั้งๆ ที่ตัวเองยังหาเงินไม่ได้ บางคนโกหกพ่อแม่เพื่อได้ของโชว์เพื่อน พ่อแม่ส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ชาวนาไม่รู้ว่าที่ลูกอยากได้มันจำเป็นรึเปล่า จะยากจนก็ต้องหามาให้ลูก พวกหนูอยากให้วัยรุ่นที่ดูละครของเรามีความคิดเปลี่ยนไป ไม่ยึดติดวัตถุ..."
เป็นเรื่องราวเล็กๆ ของวัยรุ่นที่สะท้อนภาพใหญ่ในสังคม การยึดติดวัตถุมักนำไปสู่ความอยากได้ไม่รู้พอ และหาทางเพื่อให้ได้มา ซึ่งอาจเป็นหนทางที่ไม่ถูกต้อง จากเรื่องเล็กๆ ไปสู่ความผิดที่ร้ายแรง
นอกจากส่งผ่านปัญญาไปสู่สังคมหน้าฉากเวที กาญจนา บอกว่า ในตัวตนของเธอเองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการที่หล่อหลอมในค่ายละครสะท้อนปัญญา
"แรกๆ คิดว่าเหมือนละครทีวี อยากเป็นดารา แต่ไม่ใช่อย่างที่คิด… ได้เรียนรู้ว่าแสดงบนถนนคนเดิน มีคนมามุงดู ก็เป็นดาราได้ ไม่ได้กรี๊ดกร๊าดแย่งผู้ชายเหมือนในทีวี แต่เป็นการแสดงออกที่มีประโยชน์ สื่อสารให้พ่อแม่ให้สังคมเข้าใจวัยรุ่น และทำให้ตัวเองให้วัยรุ่นเข้าใจคนอื่น เห็นแก่ส่วนรวมมากขึ้น"
3 ปีของ โครงการละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง มุ่งสร้างนักการละครรุ่นเยาว์เพิ่มอีก 40 กลุ่ม ขับเคลื่อนเชิงสังคมผ่านเทศกาลละครสะท้อนปัญญาและเวทีสื่อสร้างสุขภาวะ ขับเคลื่อนนโยบายสร้างพื้นที่สาธารณะทางปัญญาของเยาวชน และขยับไปสู่หลักสูตรละครเพื่อการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย

ถ้าเด็กรุ่นใหม่มีพื้นที่แสดงออกซึ่งสามารถเรียน-รู้-เล่น ผสมผสานจินตนาการ ความคิด ความบันเทิงเข้าด้วยกัน เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่นำไปสู่การค้นพบตัวเอง เข้าใจคนรอบข้าง แบ่งปันสังคม อนาคตสดใสก็ไม่ไกลเกินเอื้อม นี่คือความสุขผ่านละครเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ได้เริ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ปัญญา
วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
คุยกับ “ไดเร็คเตอร์จูเนียร์”
"เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์" เด็กผู้ชายวัย 16 ปี ที่ทำหนังได้ เขียนหนังสือเป็น และความคิดไม่ธรรมดามาตั้งแต่ 11 ขวบ วันนี้เขาอยู่ชั้นมัธยม 4 สวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี เป็นผู้กำกับหนังสั้นกว่า 60 เรื่อง
เด็กผู้ชายวัย 16 ปี บัดนี้เป็นคอลัมนิสต์นิตยสารวิจารณ์ภาพยนตร์ ล่าสุดเป็นเจ้าของ “โครงการพลังภาพยนตร์ชวนคนค้นดี” ชักชวนเพื่อนร่วมวัยมาสร้างสรรค์ความดีผ่านการทำหนังสั้น มารู้จักความกล้าคิด-กล้าสานฝัน ในวันที่เป็นจริงในสไตล์เท่ๆของเขากัน, “ฟิล์ม” -เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์…

กว่าจะเป็นไดเร็คเตอร์จูเนียร์
พื้นความชอบเรื่องหนัง เป็นมาอย่างไร?...
.ที่บ้านชอบดูหนังมาก คุณพ่อ(ประจวบ) เป็นนักเขียนวิจารณ์หนัง คุณน้า(ธิดา)เป็น บก.นิตยสารหนัง เลยได้ดูหนังมาตั้งแต่เด็ก หนังแปลกๆ เช่น ของอากิระ คุโรซาว่า และทั้งหนังกระแสหลัก หนังอาร์ต..
หนังและผู้กำกับในดวงใจ มีเรื่องอะไร และใครบ้าง?..
..ทุกเรื่องที่ดูแล้วชอบมันมีอิทธิพล แต่ถ้าให้พูดตอนนี้ชอบทุกเรื่องของ ทาเคชิ คิตาโน่ เขาทำหนังในประเทศแล้วเจ๊งแต่ได้รางวัลนอกประเทศ เป็นหนังสะท้อนความรุนแรงในญี่ปุ่น ชอบที่สุดเรื่อง Hanabu
.ชอบทุกเรื่องของหว่อง กาไว ไบโอสโคปให้นิยามว่า “เดียวดายอย่างโรแมนติก” และเขาทำงานร่วมกับผู้กำกับภาพ เรื่องที่ชอบมากที่สุดคือ In The Mood for Love
..Casablancaเป็นหนังบทดีที่สุดในโลก ชอบทั้งบท อารมณ์หนัง เพลง นักแสดง คือจะเป็นพระเอกในยุคแอนตี้ฮีโร่(ไม่ต้องหล่อ) ซึ่งมันใกล้กับชีวิตจริงของคน
.. ชอบสไตล์หนังเนิบๆของพี่เจ้ย(อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) อย่างถ้าพูดว่าทุกคนมีความเป็นสัตว์ประหลาดอยู่ในตัวมันก็ธรรมดา แต่เขามีภาษาภาพและการเล่าเรื่องที่ทำให้เราฝังในใจได้
..แฟนฉัน ชอบความใสและจบธรรมดาแต่สวย เป็นเรื่องแรกที่ผู้กำกับไทย 6 คนทำงานร่วมกัน
หนังให้อะไรกับตัวเอง และให้อะไรกับคนดูบ้าง?...
..ผมคิดว่าหนังสอนให้คนเข้าใจโลกความจริงมากขึ้น และไม่เห็นด้วยกับคนที่พูดว่าอ่านหนังสือดีกว่าเพราะมีจินตนาการ แต่หนังตกผลึกให้แล้ว มีหนังหลายประเภทให้เราตกผลึกเอง แล้วผมก็ไม่เห็นด้วยกับคนดูหนังนอกกระแสแล้วมาต่อต้านหนังกระแสหลัก การที่เรารับศิลปะมากขึ้นมันทำให้เราใจกว้างขึ้น
..ผมชอบหนังที่ดูแล้วเกิดจินตนาการ อย่างเรื่องท้ายๆของคุโรซาว่า Dream ฉากเด็กไปดูระบำหมาป่า แล้วแม่ไม่ให้เข้าบ้าน เขาใช้ภาษาภาพเล่นกับความรู้สึกคนดู คือประตูสีเทาและบานที่เด็กยืนอยู่เล็กกว่าบานของแม่ หรือ อวตาร ของเจมส์ คาเมร่อน ทำให้เราอยากติดตามชีวิตของไอ้ตัวสีฟ้าๆ น่าเกลียดๆนั่นได้
กิจกรรมเกี่ยวกับหนังเรียกว่าเป็นงานอดิเรกได้ไหม เริ่มจากตรงไหน อย่างไร?..
..ก็น่าจะได้ ผมดูหนังและอ่านหนังสือเยอะ แต่แรกๆไม่คิดว่าตัวเองจะทำหนัง 6 ปีที่แล้ว มันยากมากที่เด็กคนหนึ่งจะมาจับกล้อง..คุณหมออดิศักดิ์(คุณอา) ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็ก รพ.รามาฯ อยากจะเอาหนังสั้นมาเป็นสื่อ ผมเลยบังเอิญได้ไปอบรมทำหนังกับ Thai Shot Film แล้วรู้สึกว่าตัวเองชอบ
..ได้ลองทำเรื่องแรกคือ “แค่” จากนั้นก็เรียนรู้ประวัติศาสตร์หนังบ้าง ไปเทศกาลหนังบ้าง ใครถามอะไรเกี่ยวกับหนังตอบได้หมด รู้สึกว่าตัวเองแปลกๆ แล้วก็รู้สึกว่าเออหนังมันใช่ ก็เริ่มสะสมมาเรื่อยๆ
.งานเขียนเริ่มจากนิตยสาร Cream(ปิดไปแล้ว)ชวนเด็กรุ่นใหม่มาเขียน ทำคอลัมน์ชวนวัยรุ่นเข้าโรง วิจารณ์เรื่องแรก SinCity เขาบอกว่าหนังรุนแรงเลยเปลี่ยนเป็นพิงค์แพนเตอร์.. ต่อมาฟิ้ว(ในเครือไบโอสโคป)ก็ชวนไปทำงาน เขียนคอลัมน์จับตา สัมภาษณ์เด็กๆที่ทำหนัง ซึ่งทำให้เรามีสังคมเด็กทำหนัง
ครอบครัวมีส่วนต่อความคิดและมุมมองในวันนี้แค่ไหน?..
.มีส่วนมากครับ ผมคุยกับคุณพ่อทุกเรื่องแม้แต่เรื่องแฟน อาจไม่เข้าใจทุกเรื่องเพราะมีช่องว่างระหว่างวัย แต่มันปลอดภัย ครอบครัวค่อนข้างให้อิสระ เช่น ไปไหนมาไหนก็ได้ กลับดึกได้ถ้าจำเป็น และคุณพ่อคุณแม่ก็มีอิทธิพลต่อความคิดคือให้มองโลกหลายๆด้าน อย่าเพิ่งไปตัดสินว่าตรงนี้ถูกโน้นผิด

ความคิดเท่ๆผ่านหนังสั้น
ก้าวแรกบนเส้นทางหนังสั้นของฟิล์ม คือ “แค่” สะท้อนพฤติกรรมการเล่นที่ไม่ถูกต้องในวันสงกรานต์ เรื่องนี้เขาทำหน้าที่เป็น Art Director จัดองค์ประกอบศิลป์ ตามมาด้วย “ที่แท้” หนังกำกับเองเรื่องแรก ได้รางวัล “จูเนียร์ยอดแย่” ที่เขาภาคภูมิใจ และ6 เดือนต่อมาก็เป็นทั้งนักแสดงและฝ่ายศิลป์ในเรื่อง “สิ่งสุดท้าย” สะท้อนความรุนแรงในครอบครัว
“..ปิดเทอมเปิดอินเตอร์เน็ตเจอประกวดหนังยอดแย่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คอนเซ็ปต์คือหนังบ้านๆไม่ต้องมีเทคนิคมากมาย แค่อยากทำก็ถือกล้องทำได้ ผมก็เลยได้กำกับเรื่องแรก ไม่กล้าเรียกมันว่าหนัง คิดอะไรออกก็ใส่ไปรวมๆกัน เรื่องคนที่ทำกระเป๋าตังค์หาย กระต่ายกับเต่า คุณพ่อสอนกินถั่วปากอ้า”
เรื่องที่สอง “ก้อเหมือนเดิม” ทำหน้าที่ทั้งกำกับ เขียนบท ถ่ายภาพ ตัดต่อ มีดาราเป็นคุณพ่อ-น้องชาย-น้องสาว ผู้กำกับฟิล์มต้องการนำเสนอถึงความห่างเหินในครอบครัวซึ่งเป็นความน่ากลัวของสังคมสมัยใหม่ และได้ติด 1 ใน 9 จาก 300 เรื่องในโครงการประกวดของมูลนิธิหนังไทยปี 2549 แต่ต่อมาได้รางวัล Special Jury Prize จากโครงการ Movie Mania จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“เรื่องนี้เป็นหนังแจ้งเกิด คือได้ไปออกหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ทีวีไทย ทีวีออสเตรเลีย เป็นหนังเนิบๆ เกี่ยวกับน้องชายที่อยากไปทะเล แต่คุณแม่ไม่มีเวลา ในหนังจะไม่เห็นแม่เลย แต่รู้ว่าแม่มีตัวตน..”
“เบื้องหลังคนดี 13 ปีที่ผ่านมา” ด้วยคำถามสั้นๆว่า “ตั้งแต่เกิดมาเคยตื่นก่อนพ่อมั้ย?” ทำให้ฟิล์มยกกล้องขึ้นมาถ่ายกิจวัตรประจำวันคุณพ่อประจวบ หนังสั้นที่ถ่ายทำ ตัดต่อ และสื่อง่ายๆถ่ายทอดเรื่องราวคนดีใกล้ตัวของเด็กวัย 13 ไม่มีฉากเศร้าแต่เรียกน้ำตาและคว้าเงินแสนจาก wellcom mobile
“มีโครงการแผนที่ความดีที่ สสส.ทำร่วมกับนิตยสารไบโอสโคป ตอนนั้นเราเด็กๆอยากได้รางวัล แต่ถูกตัดสิทธิ์ตั้งแต่นามสกุลเดียวกับเจ้าของนิตยสาร(คุณน้าธิดา) แต่ก็ยังทำ มันเป็นฉากธรรมดามาก คุณพ่อตื่นมาเข้าห้องน้ำ เอาถาดรองจานเทน้ำทิ้ง ทำแซนด์วิชเละๆ ผมใช้เพลงประกอบ Bridge Over Trouble Water (สะพานข้ามแม่น้ำที่ยากลำบาก) สุดท้ายก็จบที่ภาพคุณพ่อพาเด็กๆไปส่งโรงเรียน ผมแพนกล้องขึ้นไปเป็นท้องฟ้า เปิดเพลง Top of the World แล้วก็มีนกบินมาสองตัวพอดี.. เป็นหนังทำเองที่ผมภูมิใจที่สุด”
“เพียงสัญญา” อุปสรรคย่อมเกิดขึ้นเสมอสำหรับทุกคนที่มีความรัก แต่จะเลือกหนทางใดก็ขอให้แน่วแน่ที่จะรัก เป็นผลงานรักแฟนตาซี ฉายรอบปฐมทัศน์ที่ทีเคพาร์ค เซ็นทรัลเวิลด์ ไปเมื่อ 23 มิ.ย. 2552
และ“ดอกไม้และผีเสื้อ” ผลงานล่าสุดที่ร่วมฉายในโครงการพลังภาพยนตร์ชวนคนค้นดี สะท้อนสิทธิสตรีมีคอนเซ็ปต์ว่า “การทำผู้หญิงปวดใจ คือยิ่งกว่าการทำทารุณ” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการตีความพระอภัยมณี ในห้องเรียนวิชาวรรณคดีไทย คุณพ่อช่วยเกลาบทให้เป็นหนังเชิงรณรงค์มากขึ้น
"พระอภัยมณีมีนางผีเสื้อสมุทรอยู่แล้ว แต่ก็หนีไปอยู่กับนางเงือก ซึ่งถ้าตัดความเป็นยักษ์ไป ผีเสื้อสมุทรก็เป็นแม่เป็นภรรยาที่ดี แต่หนังเรื่องนี้ดูยังไงก็ไม่เกี่ยวกับพระอภัยมณีเลย มันเป็นโครงเรื่องว่าถ้าคุณมีแฟนอยู่แล้ว มีพันธนาการบางอย่างกับเขา ก็ไม่ควรไปมีคนใหม่ นำเสนอเป็นแนวรักของวัยรุ่น 3-4 คน..”

“กล้าคิด-กล้าสานฝัน” คือคำตอบของความสำเร็จ
นอกจากยังคงเป็นผู้กำกับหนังสั้นอย่างไม่หยุดหย่อน หาประสบการณ์ในงานที่ตนรักอย่างไม่รู้จักเบื่อ ปัจจุบันเปรมปพัทธ เป็นคอลัมนิสต์ในนิตยสารหนังฟิ้ว และเว็บไซต์ www.25-frame.com , ทำรายการทีวีออนแอร์ทาง Youtube, มีชมรม “มาทำหนังกันเถอะ”ในโรงเรียน และล่าสุดทำโครงการ “พลังภาพยนตร์ชวนคนค้นดี” ของเครือข่ายพุทธิกา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ชักชวนเพื่อนๆสรรหาเรื่องราวคนดีใกล้ตัวมาถ่ายทอดผ่านหนังสั้น…
“สื่อนั้นเป็นที่นิยมมาก และหากพูดถึงสื่อในโลกวันนี้ หนังสั้นเป็นน้องใหม่มาแรงที่เข้าถึงคนทั่วไป
ทางอินเตอร์เน็ต ทีวี ไอพอด มือถือ และหลากหลายวัฒนธรรม.. จึงเขียนโครงการเข้าไปได้ทุนมาจัดอบรมหนังสั้นฟรี พร้อมแจกทุนผลิตสื่อหนังสั้น ด้วยแก่นสารที่ว่า “ความดีเล็กๆนั้น เมื่อหลอมรวมกับสื่อหนังสั้นอันทรงอิทธิพล ก็ย่อมได้ประโยชน์ที่มีค่ามหาศาลตามมา”
เขายังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไดเร็คเตอร์จูเนียร์…
“6 ปีที่แล้วมีเรายืนอยู่คนเดียว มันเหงา แต่ทุกวันนี้มีเด็กทำหนังเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ผมดีใจที่เกิดสังคมคนทำหนังเด็ก..อย่างกลุ่มไดเร็คเตอร์จูเนียร์ที่ตั้งโดยเจมส์(ปรัชญา เพชรวิสิทธิ์) ตอนนี้เราก็คุยกันว่าจะทำให้เป็นชมรมเด็กสร้างหนัง เพราะคนทำหนังไม่ใช่แค่ผู้กำกับ ยังมีนักแสดง คนเขียนดอลลี่ ช่างไฟ ฯลฯ..”
ไม่แปลกที่เด็กผู้ชาย “ชื่อฟิล์ม” หรือ “เปรมปพัทธ จูเนียร์” ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวคนรักหนังและหนังสือ จะได้สายพันธุ์ความชอบไปในทิศทางเดียวกัน แต่หากเขาไม่ “กล้าคิด-กล้าสานฝัน” และก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ใจรัก ก็คงไม่ใช่ผู้กำกับหนังสั้นที่อายุน้อยที่สุดในวัย 12 และจนวันนี้ในวัย 16 กำกับหนังสั้นมาแล้ว 60 กว่าเรื่อง ความคิดเท่ๆที่ “เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์” ถ่ายทอดคือคำตอบ!...
“ผมคิดว่าคนเราควรจะลองอะไรหลายๆอย่าง อยากทำอะไรก็กล้าๆทำ ถ้าไม่ไปกระทบกระเทือนจิตใจใคร แต่ก่อนลองควรศึกษามันให้รอบคอบก่อน ถ้าลองแล้วไม่ใช่ตัวเราก็ปล่อยไป ไปหาสิ่งที่เป็นตัวเราดีกว่า..สำหรับผม หนังให้ความสุข คือถ้าไม่มีความสุขก็คงไม่ทำ” .
เด็กผู้ชายวัย 16 ปี บัดนี้เป็นคอลัมนิสต์นิตยสารวิจารณ์ภาพยนตร์ ล่าสุดเป็นเจ้าของ “โครงการพลังภาพยนตร์ชวนคนค้นดี” ชักชวนเพื่อนร่วมวัยมาสร้างสรรค์ความดีผ่านการทำหนังสั้น มารู้จักความกล้าคิด-กล้าสานฝัน ในวันที่เป็นจริงในสไตล์เท่ๆของเขากัน, “ฟิล์ม” -เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์…

กว่าจะเป็นไดเร็คเตอร์จูเนียร์
พื้นความชอบเรื่องหนัง เป็นมาอย่างไร?...
.ที่บ้านชอบดูหนังมาก คุณพ่อ(ประจวบ) เป็นนักเขียนวิจารณ์หนัง คุณน้า(ธิดา)เป็น บก.นิตยสารหนัง เลยได้ดูหนังมาตั้งแต่เด็ก หนังแปลกๆ เช่น ของอากิระ คุโรซาว่า และทั้งหนังกระแสหลัก หนังอาร์ต..
หนังและผู้กำกับในดวงใจ มีเรื่องอะไร และใครบ้าง?..
..ทุกเรื่องที่ดูแล้วชอบมันมีอิทธิพล แต่ถ้าให้พูดตอนนี้ชอบทุกเรื่องของ ทาเคชิ คิตาโน่ เขาทำหนังในประเทศแล้วเจ๊งแต่ได้รางวัลนอกประเทศ เป็นหนังสะท้อนความรุนแรงในญี่ปุ่น ชอบที่สุดเรื่อง Hanabu
.ชอบทุกเรื่องของหว่อง กาไว ไบโอสโคปให้นิยามว่า “เดียวดายอย่างโรแมนติก” และเขาทำงานร่วมกับผู้กำกับภาพ เรื่องที่ชอบมากที่สุดคือ In The Mood for Love
..Casablancaเป็นหนังบทดีที่สุดในโลก ชอบทั้งบท อารมณ์หนัง เพลง นักแสดง คือจะเป็นพระเอกในยุคแอนตี้ฮีโร่(ไม่ต้องหล่อ) ซึ่งมันใกล้กับชีวิตจริงของคน
.. ชอบสไตล์หนังเนิบๆของพี่เจ้ย(อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) อย่างถ้าพูดว่าทุกคนมีความเป็นสัตว์ประหลาดอยู่ในตัวมันก็ธรรมดา แต่เขามีภาษาภาพและการเล่าเรื่องที่ทำให้เราฝังในใจได้
..แฟนฉัน ชอบความใสและจบธรรมดาแต่สวย เป็นเรื่องแรกที่ผู้กำกับไทย 6 คนทำงานร่วมกัน
หนังให้อะไรกับตัวเอง และให้อะไรกับคนดูบ้าง?...
..ผมคิดว่าหนังสอนให้คนเข้าใจโลกความจริงมากขึ้น และไม่เห็นด้วยกับคนที่พูดว่าอ่านหนังสือดีกว่าเพราะมีจินตนาการ แต่หนังตกผลึกให้แล้ว มีหนังหลายประเภทให้เราตกผลึกเอง แล้วผมก็ไม่เห็นด้วยกับคนดูหนังนอกกระแสแล้วมาต่อต้านหนังกระแสหลัก การที่เรารับศิลปะมากขึ้นมันทำให้เราใจกว้างขึ้น
..ผมชอบหนังที่ดูแล้วเกิดจินตนาการ อย่างเรื่องท้ายๆของคุโรซาว่า Dream ฉากเด็กไปดูระบำหมาป่า แล้วแม่ไม่ให้เข้าบ้าน เขาใช้ภาษาภาพเล่นกับความรู้สึกคนดู คือประตูสีเทาและบานที่เด็กยืนอยู่เล็กกว่าบานของแม่ หรือ อวตาร ของเจมส์ คาเมร่อน ทำให้เราอยากติดตามชีวิตของไอ้ตัวสีฟ้าๆ น่าเกลียดๆนั่นได้
กิจกรรมเกี่ยวกับหนังเรียกว่าเป็นงานอดิเรกได้ไหม เริ่มจากตรงไหน อย่างไร?..
..ก็น่าจะได้ ผมดูหนังและอ่านหนังสือเยอะ แต่แรกๆไม่คิดว่าตัวเองจะทำหนัง 6 ปีที่แล้ว มันยากมากที่เด็กคนหนึ่งจะมาจับกล้อง..คุณหมออดิศักดิ์(คุณอา) ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็ก รพ.รามาฯ อยากจะเอาหนังสั้นมาเป็นสื่อ ผมเลยบังเอิญได้ไปอบรมทำหนังกับ Thai Shot Film แล้วรู้สึกว่าตัวเองชอบ
..ได้ลองทำเรื่องแรกคือ “แค่” จากนั้นก็เรียนรู้ประวัติศาสตร์หนังบ้าง ไปเทศกาลหนังบ้าง ใครถามอะไรเกี่ยวกับหนังตอบได้หมด รู้สึกว่าตัวเองแปลกๆ แล้วก็รู้สึกว่าเออหนังมันใช่ ก็เริ่มสะสมมาเรื่อยๆ
.งานเขียนเริ่มจากนิตยสาร Cream(ปิดไปแล้ว)ชวนเด็กรุ่นใหม่มาเขียน ทำคอลัมน์ชวนวัยรุ่นเข้าโรง วิจารณ์เรื่องแรก SinCity เขาบอกว่าหนังรุนแรงเลยเปลี่ยนเป็นพิงค์แพนเตอร์.. ต่อมาฟิ้ว(ในเครือไบโอสโคป)ก็ชวนไปทำงาน เขียนคอลัมน์จับตา สัมภาษณ์เด็กๆที่ทำหนัง ซึ่งทำให้เรามีสังคมเด็กทำหนัง
ครอบครัวมีส่วนต่อความคิดและมุมมองในวันนี้แค่ไหน?..
.มีส่วนมากครับ ผมคุยกับคุณพ่อทุกเรื่องแม้แต่เรื่องแฟน อาจไม่เข้าใจทุกเรื่องเพราะมีช่องว่างระหว่างวัย แต่มันปลอดภัย ครอบครัวค่อนข้างให้อิสระ เช่น ไปไหนมาไหนก็ได้ กลับดึกได้ถ้าจำเป็น และคุณพ่อคุณแม่ก็มีอิทธิพลต่อความคิดคือให้มองโลกหลายๆด้าน อย่าเพิ่งไปตัดสินว่าตรงนี้ถูกโน้นผิด

ความคิดเท่ๆผ่านหนังสั้น
ก้าวแรกบนเส้นทางหนังสั้นของฟิล์ม คือ “แค่” สะท้อนพฤติกรรมการเล่นที่ไม่ถูกต้องในวันสงกรานต์ เรื่องนี้เขาทำหน้าที่เป็น Art Director จัดองค์ประกอบศิลป์ ตามมาด้วย “ที่แท้” หนังกำกับเองเรื่องแรก ได้รางวัล “จูเนียร์ยอดแย่” ที่เขาภาคภูมิใจ และ6 เดือนต่อมาก็เป็นทั้งนักแสดงและฝ่ายศิลป์ในเรื่อง “สิ่งสุดท้าย” สะท้อนความรุนแรงในครอบครัว
“..ปิดเทอมเปิดอินเตอร์เน็ตเจอประกวดหนังยอดแย่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คอนเซ็ปต์คือหนังบ้านๆไม่ต้องมีเทคนิคมากมาย แค่อยากทำก็ถือกล้องทำได้ ผมก็เลยได้กำกับเรื่องแรก ไม่กล้าเรียกมันว่าหนัง คิดอะไรออกก็ใส่ไปรวมๆกัน เรื่องคนที่ทำกระเป๋าตังค์หาย กระต่ายกับเต่า คุณพ่อสอนกินถั่วปากอ้า”
เรื่องที่สอง “ก้อเหมือนเดิม” ทำหน้าที่ทั้งกำกับ เขียนบท ถ่ายภาพ ตัดต่อ มีดาราเป็นคุณพ่อ-น้องชาย-น้องสาว ผู้กำกับฟิล์มต้องการนำเสนอถึงความห่างเหินในครอบครัวซึ่งเป็นความน่ากลัวของสังคมสมัยใหม่ และได้ติด 1 ใน 9 จาก 300 เรื่องในโครงการประกวดของมูลนิธิหนังไทยปี 2549 แต่ต่อมาได้รางวัล Special Jury Prize จากโครงการ Movie Mania จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“เรื่องนี้เป็นหนังแจ้งเกิด คือได้ไปออกหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ทีวีไทย ทีวีออสเตรเลีย เป็นหนังเนิบๆ เกี่ยวกับน้องชายที่อยากไปทะเล แต่คุณแม่ไม่มีเวลา ในหนังจะไม่เห็นแม่เลย แต่รู้ว่าแม่มีตัวตน..”
“เบื้องหลังคนดี 13 ปีที่ผ่านมา” ด้วยคำถามสั้นๆว่า “ตั้งแต่เกิดมาเคยตื่นก่อนพ่อมั้ย?” ทำให้ฟิล์มยกกล้องขึ้นมาถ่ายกิจวัตรประจำวันคุณพ่อประจวบ หนังสั้นที่ถ่ายทำ ตัดต่อ และสื่อง่ายๆถ่ายทอดเรื่องราวคนดีใกล้ตัวของเด็กวัย 13 ไม่มีฉากเศร้าแต่เรียกน้ำตาและคว้าเงินแสนจาก wellcom mobile
“มีโครงการแผนที่ความดีที่ สสส.ทำร่วมกับนิตยสารไบโอสโคป ตอนนั้นเราเด็กๆอยากได้รางวัล แต่ถูกตัดสิทธิ์ตั้งแต่นามสกุลเดียวกับเจ้าของนิตยสาร(คุณน้าธิดา) แต่ก็ยังทำ มันเป็นฉากธรรมดามาก คุณพ่อตื่นมาเข้าห้องน้ำ เอาถาดรองจานเทน้ำทิ้ง ทำแซนด์วิชเละๆ ผมใช้เพลงประกอบ Bridge Over Trouble Water (สะพานข้ามแม่น้ำที่ยากลำบาก) สุดท้ายก็จบที่ภาพคุณพ่อพาเด็กๆไปส่งโรงเรียน ผมแพนกล้องขึ้นไปเป็นท้องฟ้า เปิดเพลง Top of the World แล้วก็มีนกบินมาสองตัวพอดี.. เป็นหนังทำเองที่ผมภูมิใจที่สุด”
“เพียงสัญญา” อุปสรรคย่อมเกิดขึ้นเสมอสำหรับทุกคนที่มีความรัก แต่จะเลือกหนทางใดก็ขอให้แน่วแน่ที่จะรัก เป็นผลงานรักแฟนตาซี ฉายรอบปฐมทัศน์ที่ทีเคพาร์ค เซ็นทรัลเวิลด์ ไปเมื่อ 23 มิ.ย. 2552
และ“ดอกไม้และผีเสื้อ” ผลงานล่าสุดที่ร่วมฉายในโครงการพลังภาพยนตร์ชวนคนค้นดี สะท้อนสิทธิสตรีมีคอนเซ็ปต์ว่า “การทำผู้หญิงปวดใจ คือยิ่งกว่าการทำทารุณ” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการตีความพระอภัยมณี ในห้องเรียนวิชาวรรณคดีไทย คุณพ่อช่วยเกลาบทให้เป็นหนังเชิงรณรงค์มากขึ้น
"พระอภัยมณีมีนางผีเสื้อสมุทรอยู่แล้ว แต่ก็หนีไปอยู่กับนางเงือก ซึ่งถ้าตัดความเป็นยักษ์ไป ผีเสื้อสมุทรก็เป็นแม่เป็นภรรยาที่ดี แต่หนังเรื่องนี้ดูยังไงก็ไม่เกี่ยวกับพระอภัยมณีเลย มันเป็นโครงเรื่องว่าถ้าคุณมีแฟนอยู่แล้ว มีพันธนาการบางอย่างกับเขา ก็ไม่ควรไปมีคนใหม่ นำเสนอเป็นแนวรักของวัยรุ่น 3-4 คน..”

“กล้าคิด-กล้าสานฝัน” คือคำตอบของความสำเร็จ
นอกจากยังคงเป็นผู้กำกับหนังสั้นอย่างไม่หยุดหย่อน หาประสบการณ์ในงานที่ตนรักอย่างไม่รู้จักเบื่อ ปัจจุบันเปรมปพัทธ เป็นคอลัมนิสต์ในนิตยสารหนังฟิ้ว และเว็บไซต์ www.25-frame.com , ทำรายการทีวีออนแอร์ทาง Youtube, มีชมรม “มาทำหนังกันเถอะ”ในโรงเรียน และล่าสุดทำโครงการ “พลังภาพยนตร์ชวนคนค้นดี” ของเครือข่ายพุทธิกา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ชักชวนเพื่อนๆสรรหาเรื่องราวคนดีใกล้ตัวมาถ่ายทอดผ่านหนังสั้น…
“สื่อนั้นเป็นที่นิยมมาก และหากพูดถึงสื่อในโลกวันนี้ หนังสั้นเป็นน้องใหม่มาแรงที่เข้าถึงคนทั่วไป
ทางอินเตอร์เน็ต ทีวี ไอพอด มือถือ และหลากหลายวัฒนธรรม.. จึงเขียนโครงการเข้าไปได้ทุนมาจัดอบรมหนังสั้นฟรี พร้อมแจกทุนผลิตสื่อหนังสั้น ด้วยแก่นสารที่ว่า “ความดีเล็กๆนั้น เมื่อหลอมรวมกับสื่อหนังสั้นอันทรงอิทธิพล ก็ย่อมได้ประโยชน์ที่มีค่ามหาศาลตามมา”
เขายังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไดเร็คเตอร์จูเนียร์…
“6 ปีที่แล้วมีเรายืนอยู่คนเดียว มันเหงา แต่ทุกวันนี้มีเด็กทำหนังเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ผมดีใจที่เกิดสังคมคนทำหนังเด็ก..อย่างกลุ่มไดเร็คเตอร์จูเนียร์ที่ตั้งโดยเจมส์(ปรัชญา เพชรวิสิทธิ์) ตอนนี้เราก็คุยกันว่าจะทำให้เป็นชมรมเด็กสร้างหนัง เพราะคนทำหนังไม่ใช่แค่ผู้กำกับ ยังมีนักแสดง คนเขียนดอลลี่ ช่างไฟ ฯลฯ..”
ไม่แปลกที่เด็กผู้ชาย “ชื่อฟิล์ม” หรือ “เปรมปพัทธ จูเนียร์” ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวคนรักหนังและหนังสือ จะได้สายพันธุ์ความชอบไปในทิศทางเดียวกัน แต่หากเขาไม่ “กล้าคิด-กล้าสานฝัน” และก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ใจรัก ก็คงไม่ใช่ผู้กำกับหนังสั้นที่อายุน้อยที่สุดในวัย 12 และจนวันนี้ในวัย 16 กำกับหนังสั้นมาแล้ว 60 กว่าเรื่อง ความคิดเท่ๆที่ “เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์” ถ่ายทอดคือคำตอบ!...
“ผมคิดว่าคนเราควรจะลองอะไรหลายๆอย่าง อยากทำอะไรก็กล้าๆทำ ถ้าไม่ไปกระทบกระเทือนจิตใจใคร แต่ก่อนลองควรศึกษามันให้รอบคอบก่อน ถ้าลองแล้วไม่ใช่ตัวเราก็ปล่อยไป ไปหาสิ่งที่เป็นตัวเราดีกว่า..สำหรับผม หนังให้ความสุข คือถ้าไม่มีความสุขก็คงไม่ทำ” .
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
หลากโครงงานวิทย์ สร้างสุขในโรงเรียน
“โครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า” เป็นโครงการที่มุ้งเน้นเสริมสร้างสุขภาพอนามัยแก่เด็กและเยาวชน ผ่านการเรียนรู้ในรูปแบบโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งดำเนินการมาตลอดปี 2552 โดยศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา บรรดานักเรียนที่เข้าร่วมโครงการในบางส่วนมีโอกาสได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้โครงานที่คิดค้นขึ้น ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยลงกรณ์ จ.ปทุมธานี ผลงานจากการร่วมคิดร่วมทำกันของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์หลายรายการ มีความน่าสนใจมากมาย

นายปฏิคม ใจแสน และ นางสาวพรประภา ตู้สุพรรณ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปางศิลาทองศึกษา จ.กำแพงเพชร ผู้คิดค้นโครงงานการสำรวจปริมาณขยะในโรงเรียนปางศิลาทองศึกษา เพื่อหาทางนำขยะเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ ช่วยกันเล่าว่า เหตุเกิดเพียงเพราะโครงงานถ่านใบไม้ จากใบยูคา ของรุ่นพี่ ที่คว้ารางวัลชนะเลิศจากหลายเวที ทำให้ทั้งสองเกิดความคิดว่า หากสามารถนำขยะภายในโรงเรียนไปทำให้เกิดประโยชน์ได้คงดีไม่น้อย ทั้งสองจึงทำการสำรวจปริมาณขยะที่เกิดขึ้น และมีแนวคิด นำใบไม้ชนิดอื่น ไปทำเป็นถ่านเช่นกัน

“เราจะต่อยอดการทดลอง โดยใช้ใบไม้ที่มีอยู่ภายในโรงเรียน เช่นใบขนุน หรือต้นไม้ชนิดอื่น ๆ มาทดลองทำเป็นถ่าน เพราะนอกจากจะลดปริมาณขยะแล้ว จะทำให้เรามีถ่านไว้ใช้ในโรงเรียนหรือ นำไปจำหน่ายในชุมชนเพื่อหารายได้ ก็ได้” นายปฏิคมกล่าว
ด้านโรงเรียนขาณุวิทยา จังหวัดกำแพงเพชร ให้ความสำคัญกับห้องสุขาเป็นพิเศษ ส่งผลให้เกิดโครงงานน้ำหอมดับกลิ่นจากสมุนไพร ซึ่งมีนายมรรคณา คาระวะ นักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ นางสาววงศ์ศิริ ทรงสถาพรเจริญ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ร่วมกันคิดค้นขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อม ทั้งตัวอาคารและวัสดุที่ใช้ก่อสร้างห้องน้ำ มีความสวยงามน่าใช้ แต่กลิ่นเหม็นในห้องน้ำ ทำให้นักเรียนไม่อยากเข้า บางคนกลั้นไว้ ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ อีกทั้งราคาน้ำหอมที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไปมีราคาแพง ด้วยเหตุนี้จึงเกิดโครงการดังกล่าวขึ้น โดยการใช้สมุนไพร 2 ชนิดมาทดสองคือ ใบเตย และมะกรูด

“เราเอาผิวมะกรูดและใบเตยไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเอาไปต้ม หลังจากได้ที่แล้วก็ใส่ดินวิทยาศาสตร์ ในน้ำสมุนไพรทั้ง 2 ชนิด เรานำไปทดลองในห้องน้ำหญิงภายในโรงเรียน ผลปรากฏว่า น้ำใบเตย มีกลิ่นได้นาน 4 วัน แต่มะกรูด สามารถใช้ได้นานถึง 7 วัน แต่น้ำหอมดับกลิ่นจากใบเตย ได้รับการยอมรับมากกว่า” นางสาววงศ์ศิริ อธิบาย
ขณะที่ เด็กหญิง อร ณรัตน์ อยู่ยืน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยลงกรณ์ฯ เจ้าของโครงงานเครื่องปั่นผ้าต้านไข้หวัด 2009 จากแนวคิดที่ว่า ผ้าถูพื้นเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกาย หากใช้มือสัมผัส แล้วจะทำอย่างไร ให้ผ้าถูพื้น แห้งหรือหมาด โดยไม่ต้องบิด

“เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ เนื่องจากที่บ้านมีถังซักผ้าแบบถังคู่ ที่ด้านซักเสีย ใช้ได้แต่ด้านปั่นหมาด จึงคิดหาวิธี เอาของเหลือใช้มาประดิษฐ์ ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด เมื่อมี เครื่องปั่นผ้าต้านไข้หวัด 2009 แล้วเวลาทำความสะอาดห้องเรียนก็ไม่ต้องกลัวว่าเชื้อโรคต่างๆ จะเข้าสู่ร่างกาย” เด็กหญิง อร ณรัตน์ กล่าว
นางสุดา จ๋าก๋าง ครูที่ปรึกษา โครงงานเรื่อง ลดความกระด้างของน้ำด้วยเครื่องกรองน้ำแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น ของนางสาวศุภลักษณ์ สาธร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ นางสาว บัวผัน ขุดลู นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงดาว ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียนให้ฟังว่า เนื่องจากเป็นโรงเรียนประจำ ทำให้ต้องใส่ใจสุขภาพของเด็กเป็นพิเศษ
“โรงเรียนต้องให้ความดูแลนักเรียนตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งด้านความเป็นอยู่ อาหารการกิน ต้องทำให้เด็กมีความสุข พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนดูแลสุขภาพของตนเอง ด้วยเหตุนี้จึงมองว่า น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของนักเรียน ซึ่งพบว่าน้ำใช้ในโรงเรียนมีหินปูนละลายอยู่มากจึงมีความกระด้างสูง หากดื่มเข้าไปอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักเรียน และอาจทำให้เกิดนิ่วในไตได้” นางสุดา อธิบาย
นางสาวศุภลักษณ์ สาธร เจ้าของโครงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ใช้หลักการง่ายๆ ของเครื่องกรองน้ำแบบชาวบ้าน คือใช้ หิน ทราย ถ่าน จัดใส่อุปกรณ์เป็นชั้นๆ 7 ชั้น เหมือนในห้องเรียน เพื่อทดสอบว่าสามารถลดความกระด้างของน้ำได้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลอง
ด้าน โรงเรียนจัตุรัสวิทยาคาร ต.กุดน้ำใส อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ให้ความสำคัญกับอาหารทะเล เนื่องจากเป็นพื้นที่ทางภาคอีสาน ซึ่งถือว่าอยู่ห่างจากทะเล แต่ตามตลาดนัด ก็สามารถหาซื้อ อาหารทะเลรับประทานได้ อยู่มาวันหนึ่ง เด็กหญิงวิไลวรรณ ทองคำ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รับประทานอาหารทะเลจนเกิดผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย จึงทำให้เกิดการสงสัยและทดลองหาฟอร์มาลีนในอาหารทะเล จึงเกิดโครงงานดังกล่าวขึ้น โดยมี เด็กหญิง ชลิตา สุวรรณกลาง และเด็กหญิงมัลลิกา มีวิชา ร่วมทดสอบด้วย
“โครงการที่เกิดขึ้น เรื่อง การตรวจหาสารฟอร์มาลีนในอาหารทะเล เราใช้วัสดุจากธรรมชาติ คือใบมะยม โดยการนำมะยมมาบดแล้วคั้นเอาน้ำมาเป็นสารทดลอง หลังจากนั้นนำอาหารที่สงสัยไปแช่น้ำเปล่า บริมาณ 3 ml ทิ้งไว้ซักพัก นำน้ำที่ได้เทใส่ หลอดทดลองที่มีน้ำใบมะยม เขย่าให้เข้ากันสังเกตว่า ถ้าน้ำมะยมตกตะกอนแสดงว่าอาหารนั้นมีสารฟอร์มาลีนผสมอยู่”เด็กหญิงวิไลวรรณ อธิบาย
นอกจากนี้ เด็กๆ โรงเรียนจตุรัสวิทยาคารยังนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ให้ชาวบ้าน สามารถนำวิธีทดลองดังกล่าว ไปใช้ทดสอบอาหารทะเลที่ซื้อมาบริโภค อีกด้วย

หลากหลายโครงงานวิทยาศาตร์ที่ส่งผลให้เด็กเยาวชนหันมาสนใจใส่ใจสุขภาพรอบตัวเหล่านี้ เกิดจากการสนับสนุนทุนดำเนินงานโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเอง
เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา บรรดานักเรียนที่เข้าร่วมโครงการในบางส่วนมีโอกาสได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้โครงานที่คิดค้นขึ้น ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยลงกรณ์ จ.ปทุมธานี ผลงานจากการร่วมคิดร่วมทำกันของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์หลายรายการ มีความน่าสนใจมากมาย

นายปฏิคม ใจแสน และ นางสาวพรประภา ตู้สุพรรณ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปางศิลาทองศึกษา จ.กำแพงเพชร ผู้คิดค้นโครงงานการสำรวจปริมาณขยะในโรงเรียนปางศิลาทองศึกษา เพื่อหาทางนำขยะเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ ช่วยกันเล่าว่า เหตุเกิดเพียงเพราะโครงงานถ่านใบไม้ จากใบยูคา ของรุ่นพี่ ที่คว้ารางวัลชนะเลิศจากหลายเวที ทำให้ทั้งสองเกิดความคิดว่า หากสามารถนำขยะภายในโรงเรียนไปทำให้เกิดประโยชน์ได้คงดีไม่น้อย ทั้งสองจึงทำการสำรวจปริมาณขยะที่เกิดขึ้น และมีแนวคิด นำใบไม้ชนิดอื่น ไปทำเป็นถ่านเช่นกัน
“เราจะต่อยอดการทดลอง โดยใช้ใบไม้ที่มีอยู่ภายในโรงเรียน เช่นใบขนุน หรือต้นไม้ชนิดอื่น ๆ มาทดลองทำเป็นถ่าน เพราะนอกจากจะลดปริมาณขยะแล้ว จะทำให้เรามีถ่านไว้ใช้ในโรงเรียนหรือ นำไปจำหน่ายในชุมชนเพื่อหารายได้ ก็ได้” นายปฏิคมกล่าว
ด้านโรงเรียนขาณุวิทยา จังหวัดกำแพงเพชร ให้ความสำคัญกับห้องสุขาเป็นพิเศษ ส่งผลให้เกิดโครงงานน้ำหอมดับกลิ่นจากสมุนไพร ซึ่งมีนายมรรคณา คาระวะ นักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ นางสาววงศ์ศิริ ทรงสถาพรเจริญ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ร่วมกันคิดค้นขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อม ทั้งตัวอาคารและวัสดุที่ใช้ก่อสร้างห้องน้ำ มีความสวยงามน่าใช้ แต่กลิ่นเหม็นในห้องน้ำ ทำให้นักเรียนไม่อยากเข้า บางคนกลั้นไว้ ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ อีกทั้งราคาน้ำหอมที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไปมีราคาแพง ด้วยเหตุนี้จึงเกิดโครงการดังกล่าวขึ้น โดยการใช้สมุนไพร 2 ชนิดมาทดสองคือ ใบเตย และมะกรูด
“เราเอาผิวมะกรูดและใบเตยไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเอาไปต้ม หลังจากได้ที่แล้วก็ใส่ดินวิทยาศาสตร์ ในน้ำสมุนไพรทั้ง 2 ชนิด เรานำไปทดลองในห้องน้ำหญิงภายในโรงเรียน ผลปรากฏว่า น้ำใบเตย มีกลิ่นได้นาน 4 วัน แต่มะกรูด สามารถใช้ได้นานถึง 7 วัน แต่น้ำหอมดับกลิ่นจากใบเตย ได้รับการยอมรับมากกว่า” นางสาววงศ์ศิริ อธิบาย
ขณะที่ เด็กหญิง อร ณรัตน์ อยู่ยืน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยลงกรณ์ฯ เจ้าของโครงงานเครื่องปั่นผ้าต้านไข้หวัด 2009 จากแนวคิดที่ว่า ผ้าถูพื้นเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกาย หากใช้มือสัมผัส แล้วจะทำอย่างไร ให้ผ้าถูพื้น แห้งหรือหมาด โดยไม่ต้องบิด
“เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ เนื่องจากที่บ้านมีถังซักผ้าแบบถังคู่ ที่ด้านซักเสีย ใช้ได้แต่ด้านปั่นหมาด จึงคิดหาวิธี เอาของเหลือใช้มาประดิษฐ์ ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด เมื่อมี เครื่องปั่นผ้าต้านไข้หวัด 2009 แล้วเวลาทำความสะอาดห้องเรียนก็ไม่ต้องกลัวว่าเชื้อโรคต่างๆ จะเข้าสู่ร่างกาย” เด็กหญิง อร ณรัตน์ กล่าว
นางสุดา จ๋าก๋าง ครูที่ปรึกษา โครงงานเรื่อง ลดความกระด้างของน้ำด้วยเครื่องกรองน้ำแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น ของนางสาวศุภลักษณ์ สาธร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ นางสาว บัวผัน ขุดลู นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงดาว ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียนให้ฟังว่า เนื่องจากเป็นโรงเรียนประจำ ทำให้ต้องใส่ใจสุขภาพของเด็กเป็นพิเศษ
“โรงเรียนต้องให้ความดูแลนักเรียนตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งด้านความเป็นอยู่ อาหารการกิน ต้องทำให้เด็กมีความสุข พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนดูแลสุขภาพของตนเอง ด้วยเหตุนี้จึงมองว่า น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของนักเรียน ซึ่งพบว่าน้ำใช้ในโรงเรียนมีหินปูนละลายอยู่มากจึงมีความกระด้างสูง หากดื่มเข้าไปอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักเรียน และอาจทำให้เกิดนิ่วในไตได้” นางสุดา อธิบาย
นางสาวศุภลักษณ์ สาธร เจ้าของโครงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ใช้หลักการง่ายๆ ของเครื่องกรองน้ำแบบชาวบ้าน คือใช้ หิน ทราย ถ่าน จัดใส่อุปกรณ์เป็นชั้นๆ 7 ชั้น เหมือนในห้องเรียน เพื่อทดสอบว่าสามารถลดความกระด้างของน้ำได้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลอง
ด้าน โรงเรียนจัตุรัสวิทยาคาร ต.กุดน้ำใส อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ให้ความสำคัญกับอาหารทะเล เนื่องจากเป็นพื้นที่ทางภาคอีสาน ซึ่งถือว่าอยู่ห่างจากทะเล แต่ตามตลาดนัด ก็สามารถหาซื้อ อาหารทะเลรับประทานได้ อยู่มาวันหนึ่ง เด็กหญิงวิไลวรรณ ทองคำ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รับประทานอาหารทะเลจนเกิดผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย จึงทำให้เกิดการสงสัยและทดลองหาฟอร์มาลีนในอาหารทะเล จึงเกิดโครงงานดังกล่าวขึ้น โดยมี เด็กหญิง ชลิตา สุวรรณกลาง และเด็กหญิงมัลลิกา มีวิชา ร่วมทดสอบด้วย
“โครงการที่เกิดขึ้น เรื่อง การตรวจหาสารฟอร์มาลีนในอาหารทะเล เราใช้วัสดุจากธรรมชาติ คือใบมะยม โดยการนำมะยมมาบดแล้วคั้นเอาน้ำมาเป็นสารทดลอง หลังจากนั้นนำอาหารที่สงสัยไปแช่น้ำเปล่า บริมาณ 3 ml ทิ้งไว้ซักพัก นำน้ำที่ได้เทใส่ หลอดทดลองที่มีน้ำใบมะยม เขย่าให้เข้ากันสังเกตว่า ถ้าน้ำมะยมตกตะกอนแสดงว่าอาหารนั้นมีสารฟอร์มาลีนผสมอยู่”เด็กหญิงวิไลวรรณ อธิบาย
นอกจากนี้ เด็กๆ โรงเรียนจตุรัสวิทยาคารยังนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ให้ชาวบ้าน สามารถนำวิธีทดลองดังกล่าว ไปใช้ทดสอบอาหารทะเลที่ซื้อมาบริโภค อีกด้วย
หลากหลายโครงงานวิทยาศาตร์ที่ส่งผลให้เด็กเยาวชนหันมาสนใจใส่ใจสุขภาพรอบตัวเหล่านี้ เกิดจากการสนับสนุนทุนดำเนินงานโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเอง
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552
‘ค่ายอาสา’งานสร้างคน ที่ยังไม่ตกเทรนด์
อาจไม่น่าสนใจ เลยไปถึง‘เชย'ด้วยซ้ำ หากคนหนุ่มสาวยุคนี้จะยังเชื่อกันว่า ‘การออกค่าย’ เป็นกิจกรรมสร้างประโยชน์ให้กับพวกเขาและสังคม ควรค่าแก่การอุทิศเวลาเพื่อใช้ไปในวันว่าง
ถึงเช่นนั้น มีคนหนุ่มสาวอีกไม่น้อยที่ยังสนใจในกิจกรรมในรูปแบบนี้ อาจด้วยพวกเขาและเธอเชื่อร่วมกันว่า แม้จะผ่านไปกี่ยุคสมัย 'ค่าย'ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญสุดคลาสสิกสำหรับสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่เยาวชนได้ดีอยู่เสมอ

เหมือนอย่างที่ 'จักษ์' ประจักษ์ น้อยเหนื่อย นิสิตนักกิจกรรม ว่าที่ครูหนุ่ม จากรั้วมหาวิทยาลัยบูรพา ที่เล่าความเชื่อแบบคมๆและน่าสนใจว่า การออกค่ายคือหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดโลกทัศน์และสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ชีวิต เพราะทุกคนต่างรู้กันดีว่าประสบการณ์ที่ได้มานี้ไม่เคยมีขายที่ใด ดังนั้นใครอยากได้ต้องเดินเข้าไปคลุกคลีด้วยตัวเอง ซึ่งนี่คือสาเหตุที่เมื่อ 'ค่ายอาสาพัฒนาสร้างเสริมสุขภาพ' ย้อนรอยครูโกมล โดยมูลนิธิโกมลคีมทอง ถูกสร้างขึ้น เขาย่อมพาตัวเองไปเป็นชาวค่ายอีกอย่างไม่ต้องสงสัย
อาจเพราะภาพลักษณ์เก่าๆของการออกค่าย มักหยุดแค่เพียงการสร้างวัตถุ ที่รอวันผุกร่อนไปตามเวลาเท่านั้น เมื่อค่ายอาสาพัฒนาฯได้ถูกเริ่มขึ้น โจทย์แรกที่วางไว้ควบคู่กับการศึกษาในประเด็นต่างๆคือการสลัดคราบภาพแสนเก่าดั่งที่ว่านี้
วีรินทร์วดี สุนทรหงส์ (ติ๊ก) ผู้จัดการโครงการค่ายอาสาพัฒนาสร้างเสริมสุขภาพ อธิบายที่มาและจุดประสงค์ของกิจกรรมให้ชวนขบคิดว่า การออกค่ายในอดีตมักมีเป้าหมายที่การสร้างวัตถุต่างๆให้กับชนบทเช่น การสร้างโรงเรียน ห้องน้ำ ห้องส้วม ซึ่งเยาวชนที่ผ่านกิจกรรมอาจจะรู้สึกมีความสุขจากการให้และชุมชนก็อาจได้รับประโยชน์จากสิ่งก่อสร้างที่ได้มา แต่เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งเหล่านี้ก็รอวันเสื่อมไปตามกาลเวลา เมื่อมองย้อนกลับไปจะรู้สึกได้ว่ามันแทบไม่มีคุณค่าอะไรหลงเหลืออยู่เลย เป็นเรื่องยากที่จะตอบให้ได้ว่าเมื่อเยาวชนได้ผ่านกิจกรรมไปแล้วเกิดกระบวนการเรียนรู้อะไรบ้าง ชุมชนได้อะไรบ้าง ดังนั้นเมื่อจะสร้างค่ายขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งจึงควรจะยึดแนวทางที่สามารถปลูกฝังทัศนคติที่ดีให้เกิดกับผู้ร่วมกิจกรรม คงอยู่คู่ติดตัวได้ไปตลอด

เดิมทีนั้นค่ายอาสาพัฒนาฯเคยถูกริเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี49 และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน กิจกรรมทั้งหมดจะเริ่มในช่วงปิดเทอมทั้งสองภาค ซึ่งก่อนจะถึงจุดเริ่มต้นครั้งต่อไปในตุลาคมนี้ มูลนิธิโกมลคีมทอง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จึงได้อบรมกลุ่มนำร่องผู้นำค่าย โดยการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศที่สนใจ ประมาณ60คน เพื่อเข้าร่วมพัฒนาองค์ความรู้และสร้างทัศนคติการจัดค่ายแบบใหม่นี้ก่อนไปต่อยอดในสถาบันของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง โดยล่าสุดได้จัดไปเมื่อ12-15สิงหาคม ที่ผ่านมานี้นี่เอง
สำหรับกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกถ่ายทอดให้กับแกนนำกลุ่มนี้ได้ถูกสอดแทรกผ่านเนื้อหาอื่นๆที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของวัยรุ่น อาทิ การสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนใส่ใจในเรื่องสุขภาพ ปรับเปลี่ยนทัศนคติของการทำงานค่ายอาสาที่ปราศจากเหล้า บุหรี่ การเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชน ด้วยการให้เยาวชนมีโอกาสพักร่วมกับชาวบ้านใน ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม รวมถึงการนำองค์ความรู้ ที่ทันต่อสถานการณ์อย่างแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมในบทเรียนครั้งนี้ด้วย
เปรมฤดี มิตรชื่น (ตุ๊ก) บัณฑิตใหม่จากรั้วมหาวิทยาลัยนเรศวร หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมเล่าถึงประสบการณ์ภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมอบรมในครั้งนี้ว่า สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือการลงไปสัมผัสกับวิถีชีวิตจริงๆของชาวบ้าน ทำให้ได้เห็นมุมมองที่มีต่อวิถีชีวิตประจำวัน ต่อปัญหาที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป เพราะแต่ละชุมชนย่อมมีบริบทที่แตกต่างกันออกไป มีวิธีการมองและแก้ปัญหาที่ไม่เหมือนกัน
เธอ ยกตัวอย่างกรณีของบ้านที่ไปร่วมพักอาศัยว่า แม้จะไม่ใช่หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลความเจริญนัก แต่ปัญหาที่ครอบครัวบุญธรรมของเธอได้พบคือการไม่มีที่ดินทำกิน และสาเหตุที่ทางการอ้างกับชาวบ้านนั่นคือ การที่พ่อแม่บุญธรรมของเธอไปรุกล้ำทำกินในพื้นที่ของรัฐนั้นเอง
"ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ชาวบ้านยืนยันว่าพวกเขาทำมาหากินในที่ตรงนั้นมานานแล้ว แต่วันหนึ่งทางการก็มาไล่เพราะอ้างว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นเขตของรัฐ จากที่เคยเสียค่าเช่าที่กับระบบสหกรณ์ชุมชนในราคาถูก ก็ต้องเสียให้กับกรมธนารักษ์ในราคาที่สูงขึ้น เป็นที่มาของหนี้สิน เพราะรายได้ไม่พอกับต้นทุนที่ต้องเสียไป"
'ตุ๊ก' บอกว่า นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการได้ยินคำว่า 'ปฏิรูปที่ดิน'หรือ'ขบวนชาวบ้าน'ไปกระทั่ง'โฉนดชุมชน'ขึ้นมา ตลอดเวลาที่นั่งฟังครอบครัวของเธอพูดคุยกัน เช่นเดียวกับการเปิดมุมมองในเรื่อง สวัสดิการชุมชน บัญชีครัวเรือน ซึ่งทั้งหมดเป็นวิธีการที่ชาวบ้านพยายามจะเรียนรู้เพื่อใช้แก่ปัญหา

ไม่ต่างจาก 'จักษ์' ที่บอกในทำนองเดียวกันว่า ในแต่ละชุมชนจะมองปัญหาไม่เหมือนกัน บางวิธีเราอาจไม่เคยได้เรียนในตำราแต่อาจเป็นวิธีที่คนในชุมชนนั้นคิดขึ้นเองและเลือกใช้เป็นทางแก้ปัญหาของตัวเอง
ว่าที่ครูหนุ่ม ที่เอ่ยปากว่า มักใช้วิธีการสอนหนังสือให้เด็ก เพื่อเบิกทางจากเด็กไปสู่การได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านยังบอกอีกว่า การมาร่วมอบรมในครั้งนี้เสมือนเป็นการเปลี่ยนทัศนคติของเขาเกี่ยวกับการออกค่ายเลยก็ว่าได้ จากที่เคยคิดว่า การมาออกค่ายคือการที่คนต่างถิ่น ที่มีการศึกษามากกว่าชาวบ้านมักเป็นฝ่าย’ให้’ หากแต่การมาครั้งนี้เขาเองต่างหากที่เป็นฝ่าย ’รับ’ กลับออกไป การศึกษาในระบบที่คนส่วนใหญ่ยึดมั่นถือมั่น เอาเข้าจริงมันกลับใช้แก้ปัญหากับทุกเรื่องไม่ได้ ความพยายามเชื่อมโยงข้อดีของแต่ละส่วน มาอยู่ร่วมกันเป็นพลังของชุมชนน่าจะเข้าท่ากว่าด้วยซ้ำ
"แต่ผมก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ ผมก็แนะนำพ่อบุญธรรมไปในเรื่องของการดูแลสุขภาพ บอกเขาว่าอย่ากินเหล้ามากเพราะมันจะเป็นโทษอย่างไร มีเวลาก็สอนหนังสือให้กับเด็กๆที่นั่น" ’จักษ์’ พูดพลางหัวเราะกับความสุขจากประสบการณ์ใหม่
เหนืออื่นใด เกือบทั้งหมดของผู้ร่วมกิจกรรมต่างมองเห็นคล้ายกันว่า สิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมากของกิจกรรมนี้คือ การที่พวกเขาได้มารู้จักและแลกเปลี่ยนระหว่างกันกับเพื่อนต่างสถาบัน ทำให้เห็นความคิด เห็นแนวทางของแต่ละคนโดยมีจุดร่วมกันตรงที่ทั้งหมดอยากเห็นสังคมเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรหัวใจนักกิจกรรมคนหนุ่มสาวเหล่านี้ยังมองว่าการทำค่ายซึ่งเป็นกิจกรรมที่พาสมาชิกไปมองเห็นชีวิตจริงภายนอกยังคงเป็นวิธีเรียนรู้หนึ่งที่สร้างประโยชน์
แต่ค่ายที่ทำขึ้นต่อจากนี้ต้องไม่ใช่ค่ายที่เน้นที่การสร้างวัตถุแล้วจบไปในค่ายเดียวแน่นอน ค่ายที่ทำต้องเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความสุข ทั้งสุขทางกาย สุขทางใจ ให้เป็นค่ายที่ต่างคนต่างเข้าใจและพยายามจะเรียนรู้ ปรับตัวอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น รู้จักเอื้อเฟื้อ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ" ทั้ง 'จักษ์' และ 'ตุ๊ก' ลงความเห็นถึงแนวทางการสร้างค่ายแห่งความสุข โดยไม่มีเงื่อนไขของวัตถุมาบดบัง
ถึงเช่นนั้น มีคนหนุ่มสาวอีกไม่น้อยที่ยังสนใจในกิจกรรมในรูปแบบนี้ อาจด้วยพวกเขาและเธอเชื่อร่วมกันว่า แม้จะผ่านไปกี่ยุคสมัย 'ค่าย'ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญสุดคลาสสิกสำหรับสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่เยาวชนได้ดีอยู่เสมอ

เหมือนอย่างที่ 'จักษ์' ประจักษ์ น้อยเหนื่อย นิสิตนักกิจกรรม ว่าที่ครูหนุ่ม จากรั้วมหาวิทยาลัยบูรพา ที่เล่าความเชื่อแบบคมๆและน่าสนใจว่า การออกค่ายคือหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดโลกทัศน์และสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ชีวิต เพราะทุกคนต่างรู้กันดีว่าประสบการณ์ที่ได้มานี้ไม่เคยมีขายที่ใด ดังนั้นใครอยากได้ต้องเดินเข้าไปคลุกคลีด้วยตัวเอง ซึ่งนี่คือสาเหตุที่เมื่อ 'ค่ายอาสาพัฒนาสร้างเสริมสุขภาพ' ย้อนรอยครูโกมล โดยมูลนิธิโกมลคีมทอง ถูกสร้างขึ้น เขาย่อมพาตัวเองไปเป็นชาวค่ายอีกอย่างไม่ต้องสงสัย
อาจเพราะภาพลักษณ์เก่าๆของการออกค่าย มักหยุดแค่เพียงการสร้างวัตถุ ที่รอวันผุกร่อนไปตามเวลาเท่านั้น เมื่อค่ายอาสาพัฒนาฯได้ถูกเริ่มขึ้น โจทย์แรกที่วางไว้ควบคู่กับการศึกษาในประเด็นต่างๆคือการสลัดคราบภาพแสนเก่าดั่งที่ว่านี้
วีรินทร์วดี สุนทรหงส์ (ติ๊ก) ผู้จัดการโครงการค่ายอาสาพัฒนาสร้างเสริมสุขภาพ อธิบายที่มาและจุดประสงค์ของกิจกรรมให้ชวนขบคิดว่า การออกค่ายในอดีตมักมีเป้าหมายที่การสร้างวัตถุต่างๆให้กับชนบทเช่น การสร้างโรงเรียน ห้องน้ำ ห้องส้วม ซึ่งเยาวชนที่ผ่านกิจกรรมอาจจะรู้สึกมีความสุขจากการให้และชุมชนก็อาจได้รับประโยชน์จากสิ่งก่อสร้างที่ได้มา แต่เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งเหล่านี้ก็รอวันเสื่อมไปตามกาลเวลา เมื่อมองย้อนกลับไปจะรู้สึกได้ว่ามันแทบไม่มีคุณค่าอะไรหลงเหลืออยู่เลย เป็นเรื่องยากที่จะตอบให้ได้ว่าเมื่อเยาวชนได้ผ่านกิจกรรมไปแล้วเกิดกระบวนการเรียนรู้อะไรบ้าง ชุมชนได้อะไรบ้าง ดังนั้นเมื่อจะสร้างค่ายขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งจึงควรจะยึดแนวทางที่สามารถปลูกฝังทัศนคติที่ดีให้เกิดกับผู้ร่วมกิจกรรม คงอยู่คู่ติดตัวได้ไปตลอด

เดิมทีนั้นค่ายอาสาพัฒนาฯเคยถูกริเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี49 และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน กิจกรรมทั้งหมดจะเริ่มในช่วงปิดเทอมทั้งสองภาค ซึ่งก่อนจะถึงจุดเริ่มต้นครั้งต่อไปในตุลาคมนี้ มูลนิธิโกมลคีมทอง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จึงได้อบรมกลุ่มนำร่องผู้นำค่าย โดยการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศที่สนใจ ประมาณ60คน เพื่อเข้าร่วมพัฒนาองค์ความรู้และสร้างทัศนคติการจัดค่ายแบบใหม่นี้ก่อนไปต่อยอดในสถาบันของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง โดยล่าสุดได้จัดไปเมื่อ12-15สิงหาคม ที่ผ่านมานี้นี่เอง
สำหรับกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกถ่ายทอดให้กับแกนนำกลุ่มนี้ได้ถูกสอดแทรกผ่านเนื้อหาอื่นๆที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของวัยรุ่น อาทิ การสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนใส่ใจในเรื่องสุขภาพ ปรับเปลี่ยนทัศนคติของการทำงานค่ายอาสาที่ปราศจากเหล้า บุหรี่ การเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชน ด้วยการให้เยาวชนมีโอกาสพักร่วมกับชาวบ้านใน ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม รวมถึงการนำองค์ความรู้ ที่ทันต่อสถานการณ์อย่างแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมในบทเรียนครั้งนี้ด้วย
เปรมฤดี มิตรชื่น (ตุ๊ก) บัณฑิตใหม่จากรั้วมหาวิทยาลัยนเรศวร หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมเล่าถึงประสบการณ์ภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมอบรมในครั้งนี้ว่า สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือการลงไปสัมผัสกับวิถีชีวิตจริงๆของชาวบ้าน ทำให้ได้เห็นมุมมองที่มีต่อวิถีชีวิตประจำวัน ต่อปัญหาที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป เพราะแต่ละชุมชนย่อมมีบริบทที่แตกต่างกันออกไป มีวิธีการมองและแก้ปัญหาที่ไม่เหมือนกัน
เธอ ยกตัวอย่างกรณีของบ้านที่ไปร่วมพักอาศัยว่า แม้จะไม่ใช่หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลความเจริญนัก แต่ปัญหาที่ครอบครัวบุญธรรมของเธอได้พบคือการไม่มีที่ดินทำกิน และสาเหตุที่ทางการอ้างกับชาวบ้านนั่นคือ การที่พ่อแม่บุญธรรมของเธอไปรุกล้ำทำกินในพื้นที่ของรัฐนั้นเอง
"ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ชาวบ้านยืนยันว่าพวกเขาทำมาหากินในที่ตรงนั้นมานานแล้ว แต่วันหนึ่งทางการก็มาไล่เพราะอ้างว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นเขตของรัฐ จากที่เคยเสียค่าเช่าที่กับระบบสหกรณ์ชุมชนในราคาถูก ก็ต้องเสียให้กับกรมธนารักษ์ในราคาที่สูงขึ้น เป็นที่มาของหนี้สิน เพราะรายได้ไม่พอกับต้นทุนที่ต้องเสียไป"
'ตุ๊ก' บอกว่า นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการได้ยินคำว่า 'ปฏิรูปที่ดิน'หรือ'ขบวนชาวบ้าน'ไปกระทั่ง'โฉนดชุมชน'ขึ้นมา ตลอดเวลาที่นั่งฟังครอบครัวของเธอพูดคุยกัน เช่นเดียวกับการเปิดมุมมองในเรื่อง สวัสดิการชุมชน บัญชีครัวเรือน ซึ่งทั้งหมดเป็นวิธีการที่ชาวบ้านพยายามจะเรียนรู้เพื่อใช้แก่ปัญหา

ไม่ต่างจาก 'จักษ์' ที่บอกในทำนองเดียวกันว่า ในแต่ละชุมชนจะมองปัญหาไม่เหมือนกัน บางวิธีเราอาจไม่เคยได้เรียนในตำราแต่อาจเป็นวิธีที่คนในชุมชนนั้นคิดขึ้นเองและเลือกใช้เป็นทางแก้ปัญหาของตัวเอง
ว่าที่ครูหนุ่ม ที่เอ่ยปากว่า มักใช้วิธีการสอนหนังสือให้เด็ก เพื่อเบิกทางจากเด็กไปสู่การได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านยังบอกอีกว่า การมาร่วมอบรมในครั้งนี้เสมือนเป็นการเปลี่ยนทัศนคติของเขาเกี่ยวกับการออกค่ายเลยก็ว่าได้ จากที่เคยคิดว่า การมาออกค่ายคือการที่คนต่างถิ่น ที่มีการศึกษามากกว่าชาวบ้านมักเป็นฝ่าย’ให้’ หากแต่การมาครั้งนี้เขาเองต่างหากที่เป็นฝ่าย ’รับ’ กลับออกไป การศึกษาในระบบที่คนส่วนใหญ่ยึดมั่นถือมั่น เอาเข้าจริงมันกลับใช้แก้ปัญหากับทุกเรื่องไม่ได้ ความพยายามเชื่อมโยงข้อดีของแต่ละส่วน มาอยู่ร่วมกันเป็นพลังของชุมชนน่าจะเข้าท่ากว่าด้วยซ้ำ
"แต่ผมก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ ผมก็แนะนำพ่อบุญธรรมไปในเรื่องของการดูแลสุขภาพ บอกเขาว่าอย่ากินเหล้ามากเพราะมันจะเป็นโทษอย่างไร มีเวลาก็สอนหนังสือให้กับเด็กๆที่นั่น" ’จักษ์’ พูดพลางหัวเราะกับความสุขจากประสบการณ์ใหม่
เหนืออื่นใด เกือบทั้งหมดของผู้ร่วมกิจกรรมต่างมองเห็นคล้ายกันว่า สิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมากของกิจกรรมนี้คือ การที่พวกเขาได้มารู้จักและแลกเปลี่ยนระหว่างกันกับเพื่อนต่างสถาบัน ทำให้เห็นความคิด เห็นแนวทางของแต่ละคนโดยมีจุดร่วมกันตรงที่ทั้งหมดอยากเห็นสังคมเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรหัวใจนักกิจกรรมคนหนุ่มสาวเหล่านี้ยังมองว่าการทำค่ายซึ่งเป็นกิจกรรมที่พาสมาชิกไปมองเห็นชีวิตจริงภายนอกยังคงเป็นวิธีเรียนรู้หนึ่งที่สร้างประโยชน์
แต่ค่ายที่ทำขึ้นต่อจากนี้ต้องไม่ใช่ค่ายที่เน้นที่การสร้างวัตถุแล้วจบไปในค่ายเดียวแน่นอน ค่ายที่ทำต้องเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความสุข ทั้งสุขทางกาย สุขทางใจ ให้เป็นค่ายที่ต่างคนต่างเข้าใจและพยายามจะเรียนรู้ ปรับตัวอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น รู้จักเอื้อเฟื้อ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ" ทั้ง 'จักษ์' และ 'ตุ๊ก' ลงความเห็นถึงแนวทางการสร้างค่ายแห่งความสุข โดยไม่มีเงื่อนไขของวัตถุมาบดบัง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)