วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

คุยกับ “ไดเร็คเตอร์จูเนียร์”

"เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์" เด็กผู้ชายวัย 16 ปี ที่ทำหนังได้ เขียนหนังสือเป็น และความคิดไม่ธรรมดามาตั้งแต่ 11 ขวบ วันนี้เขาอยู่ชั้นมัธยม 4 สวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี เป็นผู้กำกับหนังสั้นกว่า 60 เรื่อง

เด็กผู้ชายวัย 16 ปี บัดนี้เป็นคอลัมนิสต์นิตยสารวิจารณ์ภาพยนตร์ ล่าสุดเป็นเจ้าของ “โครงการพลังภาพยนตร์ชวนคนค้นดี” ชักชวนเพื่อนร่วมวัยมาสร้างสรรค์ความดีผ่านการทำหนังสั้น มารู้จักความกล้าคิด-กล้าสานฝัน ในวันที่เป็นจริงในสไตล์เท่ๆของเขากัน, “ฟิล์ม” -เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์…



กว่าจะเป็นไดเร็คเตอร์จูเนียร์

พื้นความชอบเรื่องหนัง เป็นมาอย่างไร?...

.ที่บ้านชอบดูหนังมาก คุณพ่อ(ประจวบ) เป็นนักเขียนวิจารณ์หนัง คุณน้า(ธิดา)เป็น บก.นิตยสารหนัง เลยได้ดูหนังมาตั้งแต่เด็ก หนังแปลกๆ เช่น ของอากิระ คุโรซาว่า และทั้งหนังกระแสหลัก หนังอาร์ต..

หนังและผู้กำกับในดวงใจ มีเรื่องอะไร และใครบ้าง?..

..ทุกเรื่องที่ดูแล้วชอบมันมีอิทธิพล แต่ถ้าให้พูดตอนนี้ชอบทุกเรื่องของ ทาเคชิ คิตาโน่ เขาทำหนังในประเทศแล้วเจ๊งแต่ได้รางวัลนอกประเทศ เป็นหนังสะท้อนความรุนแรงในญี่ปุ่น ชอบที่สุดเรื่อง Hanabu

.ชอบทุกเรื่องของหว่อง กาไว ไบโอสโคปให้นิยามว่า “เดียวดายอย่างโรแมนติก” และเขาทำงานร่วมกับผู้กำกับภาพ เรื่องที่ชอบมากที่สุดคือ In The Mood for Love

..Casablancaเป็นหนังบทดีที่สุดในโลก ชอบทั้งบท อารมณ์หนัง เพลง นักแสดง คือจะเป็นพระเอกในยุคแอนตี้ฮีโร่(ไม่ต้องหล่อ) ซึ่งมันใกล้กับชีวิตจริงของคน

.. ชอบสไตล์หนังเนิบๆของพี่เจ้ย(อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) อย่างถ้าพูดว่าทุกคนมีความเป็นสัตว์ประหลาดอยู่ในตัวมันก็ธรรมดา แต่เขามีภาษาภาพและการเล่าเรื่องที่ทำให้เราฝังในใจได้

..แฟนฉัน ชอบความใสและจบธรรมดาแต่สวย เป็นเรื่องแรกที่ผู้กำกับไทย 6 คนทำงานร่วมกัน

หนังให้อะไรกับตัวเอง และให้อะไรกับคนดูบ้าง?...

..ผมคิดว่าหนังสอนให้คนเข้าใจโลกความจริงมากขึ้น และไม่เห็นด้วยกับคนที่พูดว่าอ่านหนังสือดีกว่าเพราะมีจินตนาการ แต่หนังตกผลึกให้แล้ว มีหนังหลายประเภทให้เราตกผลึกเอง แล้วผมก็ไม่เห็นด้วยกับคนดูหนังนอกกระแสแล้วมาต่อต้านหนังกระแสหลัก การที่เรารับศิลปะมากขึ้นมันทำให้เราใจกว้างขึ้น

..ผมชอบหนังที่ดูแล้วเกิดจินตนาการ อย่างเรื่องท้ายๆของคุโรซาว่า Dream ฉากเด็กไปดูระบำหมาป่า แล้วแม่ไม่ให้เข้าบ้าน เขาใช้ภาษาภาพเล่นกับความรู้สึกคนดู คือประตูสีเทาและบานที่เด็กยืนอยู่เล็กกว่าบานของแม่ หรือ อวตาร ของเจมส์ คาเมร่อน ทำให้เราอยากติดตามชีวิตของไอ้ตัวสีฟ้าๆ น่าเกลียดๆนั่นได้

กิจกรรมเกี่ยวกับหนังเรียกว่าเป็นงานอดิเรกได้ไหม เริ่มจากตรงไหน อย่างไร?..

..ก็น่าจะได้ ผมดูหนังและอ่านหนังสือเยอะ แต่แรกๆไม่คิดว่าตัวเองจะทำหนัง 6 ปีที่แล้ว มันยากมากที่เด็กคนหนึ่งจะมาจับกล้อง..คุณหมออดิศักดิ์(คุณอา) ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็ก รพ.รามาฯ อยากจะเอาหนังสั้นมาเป็นสื่อ ผมเลยบังเอิญได้ไปอบรมทำหนังกับ Thai Shot Film แล้วรู้สึกว่าตัวเองชอบ

..ได้ลองทำเรื่องแรกคือ “แค่” จากนั้นก็เรียนรู้ประวัติศาสตร์หนังบ้าง ไปเทศกาลหนังบ้าง ใครถามอะไรเกี่ยวกับหนังตอบได้หมด รู้สึกว่าตัวเองแปลกๆ แล้วก็รู้สึกว่าเออหนังมันใช่ ก็เริ่มสะสมมาเรื่อยๆ

.งานเขียนเริ่มจากนิตยสาร Cream(ปิดไปแล้ว)ชวนเด็กรุ่นใหม่มาเขียน ทำคอลัมน์ชวนวัยรุ่นเข้าโรง วิจารณ์เรื่องแรก SinCity เขาบอกว่าหนังรุนแรงเลยเปลี่ยนเป็นพิงค์แพนเตอร์.. ต่อมาฟิ้ว(ในเครือไบโอสโคป)ก็ชวนไปทำงาน เขียนคอลัมน์จับตา สัมภาษณ์เด็กๆที่ทำหนัง ซึ่งทำให้เรามีสังคมเด็กทำหนัง

ครอบครัวมีส่วนต่อความคิดและมุมมองในวันนี้แค่ไหน?..

.มีส่วนมากครับ ผมคุยกับคุณพ่อทุกเรื่องแม้แต่เรื่องแฟน อาจไม่เข้าใจทุกเรื่องเพราะมีช่องว่างระหว่างวัย แต่มันปลอดภัย ครอบครัวค่อนข้างให้อิสระ เช่น ไปไหนมาไหนก็ได้ กลับดึกได้ถ้าจำเป็น และคุณพ่อคุณแม่ก็มีอิทธิพลต่อความคิดคือให้มองโลกหลายๆด้าน อย่าเพิ่งไปตัดสินว่าตรงนี้ถูกโน้นผิด




ความคิดเท่ๆผ่านหนังสั้น

ก้าวแรกบนเส้นทางหนังสั้นของฟิล์ม คือ “แค่” สะท้อนพฤติกรรมการเล่นที่ไม่ถูกต้องในวันสงกรานต์ เรื่องนี้เขาทำหน้าที่เป็น Art Director จัดองค์ประกอบศิลป์ ตามมาด้วย “ที่แท้” หนังกำกับเองเรื่องแรก ได้รางวัล “จูเนียร์ยอดแย่” ที่เขาภาคภูมิใจ และ6 เดือนต่อมาก็เป็นทั้งนักแสดงและฝ่ายศิลป์ในเรื่อง “สิ่งสุดท้าย” สะท้อนความรุนแรงในครอบครัว

“..ปิดเทอมเปิดอินเตอร์เน็ตเจอประกวดหนังยอดแย่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คอนเซ็ปต์คือหนังบ้านๆไม่ต้องมีเทคนิคมากมาย แค่อยากทำก็ถือกล้องทำได้ ผมก็เลยได้กำกับเรื่องแรก ไม่กล้าเรียกมันว่าหนัง คิดอะไรออกก็ใส่ไปรวมๆกัน เรื่องคนที่ทำกระเป๋าตังค์หาย กระต่ายกับเต่า คุณพ่อสอนกินถั่วปากอ้า”

เรื่องที่สอง “ก้อเหมือนเดิม” ทำหน้าที่ทั้งกำกับ เขียนบท ถ่ายภาพ ตัดต่อ มีดาราเป็นคุณพ่อ-น้องชาย-น้องสาว ผู้กำกับฟิล์มต้องการนำเสนอถึงความห่างเหินในครอบครัวซึ่งเป็นความน่ากลัวของสังคมสมัยใหม่ และได้ติด 1 ใน 9 จาก 300 เรื่องในโครงการประกวดของมูลนิธิหนังไทยปี 2549 แต่ต่อมาได้รางวัล Special Jury Prize จากโครงการ Movie Mania จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เรื่องนี้เป็นหนังแจ้งเกิด คือได้ไปออกหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ทีวีไทย ทีวีออสเตรเลีย เป็นหนังเนิบๆ เกี่ยวกับน้องชายที่อยากไปทะเล แต่คุณแม่ไม่มีเวลา ในหนังจะไม่เห็นแม่เลย แต่รู้ว่าแม่มีตัวตน..”

“เบื้องหลังคนดี 13 ปีที่ผ่านมา” ด้วยคำถามสั้นๆว่า “ตั้งแต่เกิดมาเคยตื่นก่อนพ่อมั้ย?” ทำให้ฟิล์มยกกล้องขึ้นมาถ่ายกิจวัตรประจำวันคุณพ่อประจวบ หนังสั้นที่ถ่ายทำ ตัดต่อ และสื่อง่ายๆถ่ายทอดเรื่องราวคนดีใกล้ตัวของเด็กวัย 13 ไม่มีฉากเศร้าแต่เรียกน้ำตาและคว้าเงินแสนจาก wellcom mobile

“มีโครงการแผนที่ความดีที่ สสส.ทำร่วมกับนิตยสารไบโอสโคป ตอนนั้นเราเด็กๆอยากได้รางวัล แต่ถูกตัดสิทธิ์ตั้งแต่นามสกุลเดียวกับเจ้าของนิตยสาร(คุณน้าธิดา) แต่ก็ยังทำ มันเป็นฉากธรรมดามาก คุณพ่อตื่นมาเข้าห้องน้ำ เอาถาดรองจานเทน้ำทิ้ง ทำแซนด์วิชเละๆ ผมใช้เพลงประกอบ Bridge Over Trouble Water (สะพานข้ามแม่น้ำที่ยากลำบาก) สุดท้ายก็จบที่ภาพคุณพ่อพาเด็กๆไปส่งโรงเรียน ผมแพนกล้องขึ้นไปเป็นท้องฟ้า เปิดเพลง Top of the World แล้วก็มีนกบินมาสองตัวพอดี.. เป็นหนังทำเองที่ผมภูมิใจที่สุด”

“เพียงสัญญา” อุปสรรคย่อมเกิดขึ้นเสมอสำหรับทุกคนที่มีความรัก แต่จะเลือกหนทางใดก็ขอให้แน่วแน่ที่จะรัก เป็นผลงานรักแฟนตาซี ฉายรอบปฐมทัศน์ที่ทีเคพาร์ค เซ็นทรัลเวิลด์ ไปเมื่อ 23 มิ.ย. 2552

และ“ดอกไม้และผีเสื้อ” ผลงานล่าสุดที่ร่วมฉายในโครงการพลังภาพยนตร์ชวนคนค้นดี สะท้อนสิทธิสตรีมีคอนเซ็ปต์ว่า “การทำผู้หญิงปวดใจ คือยิ่งกว่าการทำทารุณ” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการตีความพระอภัยมณี ในห้องเรียนวิชาวรรณคดีไทย คุณพ่อช่วยเกลาบทให้เป็นหนังเชิงรณรงค์มากขึ้น

"พระอภัยมณีมีนางผีเสื้อสมุทรอยู่แล้ว แต่ก็หนีไปอยู่กับนางเงือก ซึ่งถ้าตัดความเป็นยักษ์ไป ผีเสื้อสมุทรก็เป็นแม่เป็นภรรยาที่ดี แต่หนังเรื่องนี้ดูยังไงก็ไม่เกี่ยวกับพระอภัยมณีเลย มันเป็นโครงเรื่องว่าถ้าคุณมีแฟนอยู่แล้ว มีพันธนาการบางอย่างกับเขา ก็ไม่ควรไปมีคนใหม่ นำเสนอเป็นแนวรักของวัยรุ่น 3-4 คน..”



“กล้าคิด-กล้าสานฝัน” คือคำตอบของความสำเร็จ

นอกจากยังคงเป็นผู้กำกับหนังสั้นอย่างไม่หยุดหย่อน หาประสบการณ์ในงานที่ตนรักอย่างไม่รู้จักเบื่อ ปัจจุบันเปรมปพัทธ เป็นคอลัมนิสต์ในนิตยสารหนังฟิ้ว และเว็บไซต์ www.25-frame.com , ทำรายการทีวีออนแอร์ทาง Youtube, มีชมรม “มาทำหนังกันเถอะ”ในโรงเรียน และล่าสุดทำโครงการ “พลังภาพยนตร์ชวนคนค้นดี” ของเครือข่ายพุทธิกา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ชักชวนเพื่อนๆสรรหาเรื่องราวคนดีใกล้ตัวมาถ่ายทอดผ่านหนังสั้น…

“สื่อนั้นเป็นที่นิยมมาก และหากพูดถึงสื่อในโลกวันนี้ หนังสั้นเป็นน้องใหม่มาแรงที่เข้าถึงคนทั่วไป

ทางอินเตอร์เน็ต ทีวี ไอพอด มือถือ และหลากหลายวัฒนธรรม.. จึงเขียนโครงการเข้าไปได้ทุนมาจัดอบรมหนังสั้นฟรี พร้อมแจกทุนผลิตสื่อหนังสั้น ด้วยแก่นสารที่ว่า “ความดีเล็กๆนั้น เมื่อหลอมรวมกับสื่อหนังสั้นอันทรงอิทธิพล ก็ย่อมได้ประโยชน์ที่มีค่ามหาศาลตามมา”

เขายังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไดเร็คเตอร์จูเนียร์…

“6 ปีที่แล้วมีเรายืนอยู่คนเดียว มันเหงา แต่ทุกวันนี้มีเด็กทำหนังเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ผมดีใจที่เกิดสังคมคนทำหนังเด็ก..อย่างกลุ่มไดเร็คเตอร์จูเนียร์ที่ตั้งโดยเจมส์(ปรัชญา เพชรวิสิทธิ์) ตอนนี้เราก็คุยกันว่าจะทำให้เป็นชมรมเด็กสร้างหนัง เพราะคนทำหนังไม่ใช่แค่ผู้กำกับ ยังมีนักแสดง คนเขียนดอลลี่ ช่างไฟ ฯลฯ..”

ไม่แปลกที่เด็กผู้ชาย “ชื่อฟิล์ม” หรือ “เปรมปพัทธ จูเนียร์” ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวคนรักหนังและหนังสือ จะได้สายพันธุ์ความชอบไปในทิศทางเดียวกัน แต่หากเขาไม่ “กล้าคิด-กล้าสานฝัน” และก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ใจรัก ก็คงไม่ใช่ผู้กำกับหนังสั้นที่อายุน้อยที่สุดในวัย 12 และจนวันนี้ในวัย 16 กำกับหนังสั้นมาแล้ว 60 กว่าเรื่อง ความคิดเท่ๆที่ “เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์” ถ่ายทอดคือคำตอบ!...

“ผมคิดว่าคนเราควรจะลองอะไรหลายๆอย่าง อยากทำอะไรก็กล้าๆทำ ถ้าไม่ไปกระทบกระเทือนจิตใจใคร แต่ก่อนลองควรศึกษามันให้รอบคอบก่อน ถ้าลองแล้วไม่ใช่ตัวเราก็ปล่อยไป ไปหาสิ่งที่เป็นตัวเราดีกว่า..สำหรับผม หนังให้ความสุข คือถ้าไม่มีความสุขก็คงไม่ทำ” .

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หลากโครงงานวิทย์ สร้างสุขในโรงเรียน

“โครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า” เป็นโครงการที่มุ้งเน้นเสริมสร้างสุขภาพอนามัยแก่เด็กและเยาวชน ผ่านการเรียนรู้ในรูปแบบโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งดำเนินการมาตลอดปี 2552 โดยศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา บรรดานักเรียนที่เข้าร่วมโครงการในบางส่วนมีโอกาสได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้โครงานที่คิดค้นขึ้น ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยลงกรณ์ จ.ปทุมธานี ผลงานจากการร่วมคิดร่วมทำกันของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์หลายรายการ มีความน่าสนใจมากมาย



นายปฏิคม ใจแสน และ นางสาวพรประภา ตู้สุพรรณ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปางศิลาทองศึกษา จ.กำแพงเพชร ผู้คิดค้นโครงงานการสำรวจปริมาณขยะในโรงเรียนปางศิลาทองศึกษา เพื่อหาทางนำขยะเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ ช่วยกันเล่าว่า เหตุเกิดเพียงเพราะโครงงานถ่านใบไม้ จากใบยูคา ของรุ่นพี่ ที่คว้ารางวัลชนะเลิศจากหลายเวที ทำให้ทั้งสองเกิดความคิดว่า หากสามารถนำขยะภายในโรงเรียนไปทำให้เกิดประโยชน์ได้คงดีไม่น้อย ทั้งสองจึงทำการสำรวจปริมาณขยะที่เกิดขึ้น และมีแนวคิด นำใบไม้ชนิดอื่น ไปทำเป็นถ่านเช่นกัน



“เราจะต่อยอดการทดลอง โดยใช้ใบไม้ที่มีอยู่ภายในโรงเรียน เช่นใบขนุน หรือต้นไม้ชนิดอื่น ๆ มาทดลองทำเป็นถ่าน เพราะนอกจากจะลดปริมาณขยะแล้ว จะทำให้เรามีถ่านไว้ใช้ในโรงเรียนหรือ นำไปจำหน่ายในชุมชนเพื่อหารายได้ ก็ได้” นายปฏิคมกล่าว

ด้านโรงเรียนขาณุวิทยา จังหวัดกำแพงเพชร ให้ความสำคัญกับห้องสุขาเป็นพิเศษ ส่งผลให้เกิดโครงงานน้ำหอมดับกลิ่นจากสมุนไพร ซึ่งมีนายมรรคณา คาระวะ นักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ นางสาววงศ์ศิริ ทรงสถาพรเจริญ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ร่วมกันคิดค้นขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อม ทั้งตัวอาคารและวัสดุที่ใช้ก่อสร้างห้องน้ำ มีความสวยงามน่าใช้ แต่กลิ่นเหม็นในห้องน้ำ ทำให้นักเรียนไม่อยากเข้า บางคนกลั้นไว้ ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ อีกทั้งราคาน้ำหอมที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไปมีราคาแพง ด้วยเหตุนี้จึงเกิดโครงการดังกล่าวขึ้น โดยการใช้สมุนไพร 2 ชนิดมาทดสองคือ ใบเตย และมะกรูด



“เราเอาผิวมะกรูดและใบเตยไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเอาไปต้ม หลังจากได้ที่แล้วก็ใส่ดินวิทยาศาสตร์ ในน้ำสมุนไพรทั้ง 2 ชนิด เรานำไปทดลองในห้องน้ำหญิงภายในโรงเรียน ผลปรากฏว่า น้ำใบเตย มีกลิ่นได้นาน 4 วัน แต่มะกรูด สามารถใช้ได้นานถึง 7 วัน แต่น้ำหอมดับกลิ่นจากใบเตย ได้รับการยอมรับมากกว่า” นางสาววงศ์ศิริ อธิบาย

ขณะที่ เด็กหญิง อร ณรัตน์ อยู่ยืน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยลงกรณ์ฯ เจ้าของโครงงานเครื่องปั่นผ้าต้านไข้หวัด 2009 จากแนวคิดที่ว่า ผ้าถูพื้นเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกาย หากใช้มือสัมผัส แล้วจะทำอย่างไร ให้ผ้าถูพื้น แห้งหรือหมาด โดยไม่ต้องบิด



“เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ เนื่องจากที่บ้านมีถังซักผ้าแบบถังคู่ ที่ด้านซักเสีย ใช้ได้แต่ด้านปั่นหมาด จึงคิดหาวิธี เอาของเหลือใช้มาประดิษฐ์ ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด เมื่อมี เครื่องปั่นผ้าต้านไข้หวัด 2009 แล้วเวลาทำความสะอาดห้องเรียนก็ไม่ต้องกลัวว่าเชื้อโรคต่างๆ จะเข้าสู่ร่างกาย” เด็กหญิง อร ณรัตน์ กล่าว

นางสุดา จ๋าก๋าง ครูที่ปรึกษา โครงงานเรื่อง ลดความกระด้างของน้ำด้วยเครื่องกรองน้ำแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น ของนางสาวศุภลักษณ์ สาธร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ นางสาว บัวผัน ขุดลู นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงดาว ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียนให้ฟังว่า เนื่องจากเป็นโรงเรียนประจำ ทำให้ต้องใส่ใจสุขภาพของเด็กเป็นพิเศษ

“โรงเรียนต้องให้ความดูแลนักเรียนตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งด้านความเป็นอยู่ อาหารการกิน ต้องทำให้เด็กมีความสุข พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนดูแลสุขภาพของตนเอง ด้วยเหตุนี้จึงมองว่า น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของนักเรียน ซึ่งพบว่าน้ำใช้ในโรงเรียนมีหินปูนละลายอยู่มากจึงมีความกระด้างสูง หากดื่มเข้าไปอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักเรียน และอาจทำให้เกิดนิ่วในไตได้” นางสุดา อธิบาย

นางสาวศุภลักษณ์ สาธร เจ้าของโครงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ใช้หลักการง่ายๆ ของเครื่องกรองน้ำแบบชาวบ้าน คือใช้ หิน ทราย ถ่าน จัดใส่อุปกรณ์เป็นชั้นๆ 7 ชั้น เหมือนในห้องเรียน เพื่อทดสอบว่าสามารถลดความกระด้างของน้ำได้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลอง

ด้าน โรงเรียนจัตุรัสวิทยาคาร ต.กุดน้ำใส อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ให้ความสำคัญกับอาหารทะเล เนื่องจากเป็นพื้นที่ทางภาคอีสาน ซึ่งถือว่าอยู่ห่างจากทะเล แต่ตามตลาดนัด ก็สามารถหาซื้อ อาหารทะเลรับประทานได้ อยู่มาวันหนึ่ง เด็กหญิงวิไลวรรณ ทองคำ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รับประทานอาหารทะเลจนเกิดผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย จึงทำให้เกิดการสงสัยและทดลองหาฟอร์มาลีนในอาหารทะเล จึงเกิดโครงงานดังกล่าวขึ้น โดยมี เด็กหญิง ชลิตา สุวรรณกลาง และเด็กหญิงมัลลิกา มีวิชา ร่วมทดสอบด้วย

“โครงการที่เกิดขึ้น เรื่อง การตรวจหาสารฟอร์มาลีนในอาหารทะเล เราใช้วัสดุจากธรรมชาติ คือใบมะยม โดยการนำมะยมมาบดแล้วคั้นเอาน้ำมาเป็นสารทดลอง หลังจากนั้นนำอาหารที่สงสัยไปแช่น้ำเปล่า บริมาณ 3 ml ทิ้งไว้ซักพัก นำน้ำที่ได้เทใส่ หลอดทดลองที่มีน้ำใบมะยม เขย่าให้เข้ากันสังเกตว่า ถ้าน้ำมะยมตกตะกอนแสดงว่าอาหารนั้นมีสารฟอร์มาลีนผสมอยู่”เด็กหญิงวิไลวรรณ อธิบาย

นอกจากนี้ เด็กๆ โรงเรียนจตุรัสวิทยาคารยังนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ให้ชาวบ้าน สามารถนำวิธีทดลองดังกล่าว ไปใช้ทดสอบอาหารทะเลที่ซื้อมาบริโภค อีกด้วย



หลากหลายโครงงานวิทยาศาตร์ที่ส่งผลให้เด็กเยาวชนหันมาสนใจใส่ใจสุขภาพรอบตัวเหล่านี้ เกิดจากการสนับสนุนทุนดำเนินงานโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเอง

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

‘ค่ายอาสา’งานสร้างคน ที่ยังไม่ตกเทรนด์

อาจไม่น่าสนใจ เลยไปถึง‘เชย'ด้วยซ้ำ หากคนหนุ่มสาวยุคนี้จะยังเชื่อกันว่า ‘การออกค่าย’ เป็นกิจกรรมสร้างประโยชน์ให้กับพวกเขาและสังคม ควรค่าแก่การอุทิศเวลาเพื่อใช้ไปในวันว่าง

ถึงเช่นนั้น มีคนหนุ่มสาวอีกไม่น้อยที่ยังสนใจในกิจกรรมในรูปแบบนี้ อาจด้วยพวกเขาและเธอเชื่อร่วมกันว่า แม้จะผ่านไปกี่ยุคสมัย 'ค่าย'ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญสุดคลาสสิกสำหรับสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่เยาวชนได้ดีอยู่เสมอ



เหมือนอย่างที่ 'จักษ์' ประจักษ์ น้อยเหนื่อย นิสิตนักกิจกรรม ว่าที่ครูหนุ่ม จากรั้วมหาวิทยาลัยบูรพา ที่เล่าความเชื่อแบบคมๆและน่าสนใจว่า การออกค่ายคือหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดโลกทัศน์และสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ชีวิต เพราะทุกคนต่างรู้กันดีว่าประสบการณ์ที่ได้มานี้ไม่เคยมีขายที่ใด ดังนั้นใครอยากได้ต้องเดินเข้าไปคลุกคลีด้วยตัวเอง ซึ่งนี่คือสาเหตุที่เมื่อ 'ค่ายอาสาพัฒนาสร้างเสริมสุขภาพ' ย้อนรอยครูโกมล โดยมูลนิธิโกมลคีมทอง ถูกสร้างขึ้น เขาย่อมพาตัวเองไปเป็นชาวค่ายอีกอย่างไม่ต้องสงสัย

อาจเพราะภาพลักษณ์เก่าๆของการออกค่าย มักหยุดแค่เพียงการสร้างวัตถุ ที่รอวันผุกร่อนไปตามเวลาเท่านั้น เมื่อค่ายอาสาพัฒนาฯได้ถูกเริ่มขึ้น โจทย์แรกที่วางไว้ควบคู่กับการศึกษาในประเด็นต่างๆคือการสลัดคราบภาพแสนเก่าดั่งที่ว่านี้

วีรินทร์วดี สุนทรหงส์ (ติ๊ก) ผู้จัดการโครงการค่ายอาสาพัฒนาสร้างเสริมสุขภาพ อธิบายที่มาและจุดประสงค์ของกิจกรรมให้ชวนขบคิดว่า การออกค่ายในอดีตมักมีเป้าหมายที่การสร้างวัตถุต่างๆให้กับชนบทเช่น การสร้างโรงเรียน ห้องน้ำ ห้องส้วม ซึ่งเยาวชนที่ผ่านกิจกรรมอาจจะรู้สึกมีความสุขจากการให้และชุมชนก็อาจได้รับประโยชน์จากสิ่งก่อสร้างที่ได้มา แต่เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งเหล่านี้ก็รอวันเสื่อมไปตามกาลเวลา เมื่อมองย้อนกลับไปจะรู้สึกได้ว่ามันแทบไม่มีคุณค่าอะไรหลงเหลืออยู่เลย เป็นเรื่องยากที่จะตอบให้ได้ว่าเมื่อเยาวชนได้ผ่านกิจกรรมไปแล้วเกิดกระบวนการเรียนรู้อะไรบ้าง ชุมชนได้อะไรบ้าง ดังนั้นเมื่อจะสร้างค่ายขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งจึงควรจะยึดแนวทางที่สามารถปลูกฝังทัศนคติที่ดีให้เกิดกับผู้ร่วมกิจกรรม คงอยู่คู่ติดตัวได้ไปตลอด




เดิมทีนั้นค่ายอาสาพัฒนาฯเคยถูกริเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี49 และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน กิจกรรมทั้งหมดจะเริ่มในช่วงปิดเทอมทั้งสองภาค ซึ่งก่อนจะถึงจุดเริ่มต้นครั้งต่อไปในตุลาคมนี้ มูลนิธิโกมลคีมทอง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จึงได้อบรมกลุ่มนำร่องผู้นำค่าย โดยการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศที่สนใจ ประมาณ60คน เพื่อเข้าร่วมพัฒนาองค์ความรู้และสร้างทัศนคติการจัดค่ายแบบใหม่นี้ก่อนไปต่อยอดในสถาบันของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง โดยล่าสุดได้จัดไปเมื่อ12-15สิงหาคม ที่ผ่านมานี้นี่เอง

สำหรับกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกถ่ายทอดให้กับแกนนำกลุ่มนี้ได้ถูกสอดแทรกผ่านเนื้อหาอื่นๆที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของวัยรุ่น อาทิ การสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนใส่ใจในเรื่องสุขภาพ ปรับเปลี่ยนทัศนคติของการทำงานค่ายอาสาที่ปราศจากเหล้า บุหรี่ การเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชน ด้วยการให้เยาวชนมีโอกาสพักร่วมกับชาวบ้านใน ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม รวมถึงการนำองค์ความรู้ ที่ทันต่อสถานการณ์อย่างแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมในบทเรียนครั้งนี้ด้วย

เปรมฤดี มิตรชื่น (ตุ๊ก) บัณฑิตใหม่จากรั้วมหาวิทยาลัยนเรศวร หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมเล่าถึงประสบการณ์ภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมอบรมในครั้งนี้ว่า สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือการลงไปสัมผัสกับวิถีชีวิตจริงๆของชาวบ้าน ทำให้ได้เห็นมุมมองที่มีต่อวิถีชีวิตประจำวัน ต่อปัญหาที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป เพราะแต่ละชุมชนย่อมมีบริบทที่แตกต่างกันออกไป มีวิธีการมองและแก้ปัญหาที่ไม่เหมือนกัน

เธอ ยกตัวอย่างกรณีของบ้านที่ไปร่วมพักอาศัยว่า แม้จะไม่ใช่หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลความเจริญนัก แต่ปัญหาที่ครอบครัวบุญธรรมของเธอได้พบคือการไม่มีที่ดินทำกิน และสาเหตุที่ทางการอ้างกับชาวบ้านนั่นคือ การที่พ่อแม่บุญธรรมของเธอไปรุกล้ำทำกินในพื้นที่ของรัฐนั้นเอง

"ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ชาวบ้านยืนยันว่าพวกเขาทำมาหากินในที่ตรงนั้นมานานแล้ว แต่วันหนึ่งทางการก็มาไล่เพราะอ้างว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นเขตของรัฐ จากที่เคยเสียค่าเช่าที่กับระบบสหกรณ์ชุมชนในราคาถูก ก็ต้องเสียให้กับกรมธนารักษ์ในราคาที่สูงขึ้น เป็นที่มาของหนี้สิน เพราะรายได้ไม่พอกับต้นทุนที่ต้องเสียไป"

'ตุ๊ก' บอกว่า นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการได้ยินคำว่า 'ปฏิรูปที่ดิน'หรือ'ขบวนชาวบ้าน'ไปกระทั่ง'โฉนดชุมชน'ขึ้นมา ตลอดเวลาที่นั่งฟังครอบครัวของเธอพูดคุยกัน เช่นเดียวกับการเปิดมุมมองในเรื่อง สวัสดิการชุมชน บัญชีครัวเรือน ซึ่งทั้งหมดเป็นวิธีการที่ชาวบ้านพยายามจะเรียนรู้เพื่อใช้แก่ปัญหา



ไม่ต่างจาก 'จักษ์' ที่บอกในทำนองเดียวกันว่า ในแต่ละชุมชนจะมองปัญหาไม่เหมือนกัน บางวิธีเราอาจไม่เคยได้เรียนในตำราแต่อาจเป็นวิธีที่คนในชุมชนนั้นคิดขึ้นเองและเลือกใช้เป็นทางแก้ปัญหาของตัวเอง

ว่าที่ครูหนุ่ม ที่เอ่ยปากว่า มักใช้วิธีการสอนหนังสือให้เด็ก เพื่อเบิกทางจากเด็กไปสู่การได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านยังบอกอีกว่า การมาร่วมอบรมในครั้งนี้เสมือนเป็นการเปลี่ยนทัศนคติของเขาเกี่ยวกับการออกค่ายเลยก็ว่าได้ จากที่เคยคิดว่า การมาออกค่ายคือการที่คนต่างถิ่น ที่มีการศึกษามากกว่าชาวบ้านมักเป็นฝ่าย’ให้’ หากแต่การมาครั้งนี้เขาเองต่างหากที่เป็นฝ่าย ’รับ’ กลับออกไป การศึกษาในระบบที่คนส่วนใหญ่ยึดมั่นถือมั่น เอาเข้าจริงมันกลับใช้แก้ปัญหากับทุกเรื่องไม่ได้ ความพยายามเชื่อมโยงข้อดีของแต่ละส่วน มาอยู่ร่วมกันเป็นพลังของชุมชนน่าจะเข้าท่ากว่าด้วยซ้ำ

"แต่ผมก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ ผมก็แนะนำพ่อบุญธรรมไปในเรื่องของการดูแลสุขภาพ บอกเขาว่าอย่ากินเหล้ามากเพราะมันจะเป็นโทษอย่างไร มีเวลาก็สอนหนังสือให้กับเด็กๆที่นั่น" ’จักษ์’ พูดพลางหัวเราะกับความสุขจากประสบการณ์ใหม่

เหนืออื่นใด เกือบทั้งหมดของผู้ร่วมกิจกรรมต่างมองเห็นคล้ายกันว่า สิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมากของกิจกรรมนี้คือ การที่พวกเขาได้มารู้จักและแลกเปลี่ยนระหว่างกันกับเพื่อนต่างสถาบัน ทำให้เห็นความคิด เห็นแนวทางของแต่ละคนโดยมีจุดร่วมกันตรงที่ทั้งหมดอยากเห็นสังคมเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรหัวใจนักกิจกรรมคนหนุ่มสาวเหล่านี้ยังมองว่าการทำค่ายซึ่งเป็นกิจกรรมที่พาสมาชิกไปมองเห็นชีวิตจริงภายนอกยังคงเป็นวิธีเรียนรู้หนึ่งที่สร้างประโยชน์

แต่ค่ายที่ทำขึ้นต่อจากนี้ต้องไม่ใช่ค่ายที่เน้นที่การสร้างวัตถุแล้วจบไปในค่ายเดียวแน่นอน ค่ายที่ทำต้องเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความสุข ทั้งสุขทางกาย สุขทางใจ ให้เป็นค่ายที่ต่างคนต่างเข้าใจและพยายามจะเรียนรู้ ปรับตัวอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น รู้จักเอื้อเฟื้อ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ" ทั้ง 'จักษ์' และ 'ตุ๊ก' ลงความเห็นถึงแนวทางการสร้างค่ายแห่งความสุข โดยไม่มีเงื่อนไขของวัตถุมาบดบัง

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

"ละคร"กระบวนการแสดงจากจิตเพื่อสังคมมีปัญญา

"ศาสตราที่กล้าแกร่ง หรือแรงแห่งศรัทธา สิ่งใดจะนำพา ซึ่งหนทางดับทุกข์?"

แง่คิดดีๆ จากละครเวทีพุทธจินตนาการ เรื่อง "สัทธา มหาบุรุษ" ของกลุ่มนักศึกษาที่ได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

โดยเมื่อวันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม 2552 กลุ่มนักศึกษาจากหลายสถาบันได้ร่วมแสดงละคร ณ หอศิลป์กรุงเทพมหานคร

โครงการละครสะท้อนปํญญา ที่นักศึกษาจากหลายสถานบันนำมาแสดงครั้งนี้ ได้ผ่านมาฝึกซ้อม และขัดเกล้าเนื้อเรื่องจากผู้กำกับละครเวทีมืออาชีพ ทำให้เราได้ชม และเห็นการแสดงที่สื่อสะท้อน ทั้ง ปัญหาของสังคม ปัญหาครอบครัว ปัญหาการเมือง และปัญหาเศรษฐกิจ โดยเรื่องที่นักศึกษานำมาแสดง นั้น แต่ละสถาบันได้มีการจัดเตรียมกันมาเป็นอย่างดี

อาทิเช่น การแสดงของมหาวิทยาลัยราชฏักสวนสุนันทา เป็นเรื่องครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ในเรื่องกล่าวถึงครอบครัวที่มีลูกยาก และเพราะความต้องการจึงนำไปสู่ปัญหาโดยฝ่ายหญิง ยินยอมที่จะให้สามีไปมีลูกกับเพื่อนสนิทเพื่อฝากท้อง แต่ข้อเท็จจริงทั้งสามี และเพื่อนกลับแอบมีความสัมพันธุ์กันก่อนหน้านั้น เรื่องจึงเกิดขึ้นเมื่อเพื่อนไม่ยอมให้ลูก ส่วนสามีเองก็ไม่เลือกเพื่อน และนั้นก็คือปัญหาของความที่ไม่รู้จักพอ และความไม่สมดุล



ถ้าจะมองลึกลงไปนั้นอาจจะมองได้เป็นเรื่องของศีลธรรม และความถูกต้องเรื่องนี้คงจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่คิดจะทำเรื่องแบบนี้เพราะปัญหามันจะไม่อยู่แค่นี้แน่นอน

ส่วนละครจาก มหาวิทยาลัยราชฏักสวนดุสิต ก็มีละครสะท้อนปัญหาของสังคมเช่นกันชื่อเรื่อง "เงินตราบาป" ในเรื่องก็เล่าถึงความยากจนของครอบครัวชนบท ลูกซึ่งต้องการจะตอบแทนพระคุณของพ่อ จึงเข้ามาหางานทำในเมือง ตอนแรกก็ทำงานเป็นแค่พนักงานธรรมดา แต่ด้วยความที่ต้องการเงินมากขึ้น และเห็นเพื่อนมีเงินจับจ่ายซื้อของราคาแพงก็มีความอยากได้ จึงเข้าสู่อาชีพขายบริการ

แต่ต่อมาพ่อที่อยู่บ้านนอกได้เข้ามาพบว่าลูกทำในสิ่งซึ่งพ่อไม่ต้องการจึงทำให้พ่อเสียใจมาก

ละครได้สื่อถึงความเหลื่อมล้ำของชนชั้นการสนองตัณหาในทางที่ไม่ถูกต้อง และการตอบแทนพระคุณที่สามารถทำได้หลายวิธีที่น่าจะนำมาใช้ได้ แต่ไม่เลือก ในเรื่องยังกล่าวถึงปัญหาในสถานที่ท่องเที่ยวในยามกลางคืนที่เป็นแหล่งก่อปัญหาต่างๆ มากมาย



ในการแสดงของแต่ละสถานบันนั้นต้องยอมรับว่าสะท้อนปัญญาและปัญหาต่าง ๆ ของสังคม ครอบครัวและเศรษฐกิจได้ดี

สำหรับนักศึกษาที่ได้ร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้ บอกว่า จะนำความรู้และประสบการณ์จากละครสะท้อนปัญญาที่นำมาแสดงไปปรับใช้แนะนำผู้ที่ประสบปัญญาให้ได้รู้ถึงปัญญา และวิธีแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกต้องขอขอบคุณสสส. ที่หยิบยื่นโอกาสดีๆ มาให้ และสนับสนุนโครงการดี ๆ เช่นนี้




ด้าน พฤหัส พหลกุลบุตร หัวหน้าโครงการละครสะท้อนปัญญา กลุ่มมะขามป้อม เล่าวว่า ปลายปีที่ผ่านมา สสส.ต้องการสื่อประเเด็นสื่อสุขภาวะทางปัญญา และละคร ก็เป็นหนึ่งสื่อที่ได้รับเลือก โดยได้รับทุนจาก สสส. ลงพื้นที่ภาคกลาง กทม. และภาคเหนือ คัดเลือกภาคละ 10 ทีม ทีมละ 5 คน โดยให้เด็กๆ เป็นผู้คิดเนื้อเรื่อง ส่วนมะขามป้อม จะช่วยในมุมของพี่เลี้ยง เพื่อให้การสะท้อนมุมมองของเด็กที่มีต่อสังคมได้สื่อออกมาจากเด็กจริงๆ

"เนื้อเรื่องที่เห็นค่อนข้างหลายหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง การศึกษา แต่นั้นก็เป็นสิ่งที่เราไม่ปิดกั้นเพื่อให่ได้รูปแบบ ที่แตกต่างตามความถนัดของนักศึกษาแต่ละสถาบัน เราอยากดูว่าเกิดอะไร จากการที่ได้ทำงานกับเยาวชน ทำให้เราต้องปรับใจ ปรับวิธีคิด เพราะเด็กเขาต้องการแสดงศักยภาพ เราเป็นเพียงผู้พยายามดึงพลังที่เขามีอยู่ออกมาเท่านั้น"

ด้านตัวแทนนักศึกษา บอกว่า หลังจากจบโครงการนี้ จะนำสิ่งที่ได้ไปพัฒนาละครในมหาวิทยาลัย เราเริ่มจากอยากลองทำ และทำได้จริง ดังนั้นความรู้ที่ได้จะนำไปใช้ในการทำละครของมหาวิทยาลัย ตรงนี้เป็นการเพิ่มทักษาเป็นการพัฒนาเพื่อสร้างละครที่ดีออกมา

ส่วนผู้เช้าชมต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเรื่องที่ดี เด็กคิดจากเรื่องที่ใกล้ตัวสื่อออกมาแล้วเข้าใจง่าย

ขณะที่ผู้ชมรายนี้ที่เพิ่งอายุ 18 ปี กล่าวถึงละคร "สัทธา มหาบุรุษ" ว่า ทำให้ได้รับความรู้ รู้จักคิดเป็น ว่าการจะหาทางดังทุกข์ ต้องดับที่ต้อนตอของความทุกข์ ละครสอนให้เรารู้ว่า "ทุกข์" คืออะไรเราต้องไปดับที่ตรงนั้น แล้วเราจะพ้นทุกข์

ด้านผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรม บอกว่า เรื่อง "ของหาย" ที่ในละครต่างก็โทษเพื่อนคนนั้นคนนี้ ทำไมไม่ดูว่าของที่หายนั้นอาจเกิดการจากเผลอเรอของเราเอง

"ละคร" แม้จะรูดม่านจบไปแล้ว แต่ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไปอย่าลืมหยิบแง่คิดดีๆ ของละครกลับไปใช้เตือนสติตัวเองละ

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

รพ.ลำพูน รักษาผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล

"ระบบการให้บริการด้านสุขภาพของไทย มีปัญหาเหมือนกันหมด คือ หมอทำงานมาก คนไข้ในโรงพยาบาลทุกจังหวัด มีจำนวนมาก บางแห่งมีจำนวน 1-3 พันคน เมื่อ แพทย์ไม่มีเวลาพูดคุยกับคนไข้ ทำได้เพียงรักษาตามอาการ และสั่งจ่ายยา จึงทำให้คนไข้บางคน ไม่รู้จักการเสริมสร้าง หรือ รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไร เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นอีก แต่ก็ไม่ปฏิบัติ ซึ่ง เป็นระบบการรักษาที่มีมาตั้งแต่อดีต" ภาพรวมของโรงพยาบาลโดยทั่วไป ซึ่งสะท้อนออกมาจากมุมมองของ นายแพทย์วิรัช พันธุ์พานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำพูน



"ผมเคยได้อ่านผลการศึกษาวิจัย ในประเทศเยอรมนี ระหว่างหมอกับคนไข้ ที่ได้มาพูดคุยปัญหา เรื่องการเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล ผลการศึกษาทราบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ นั้น ไม่ค่อยได้พูดคุยกัน เพราะหมอใช้เวลาในการรักษาคนไข้ ไม่มีเวลา ปริมาณคนไข้ที่รอ มีจำนวนมาก แต่ทั้งหมอ และผู้ป่วยร้อยละ 90 อยากให้มีการปรับเปลี่ยนการรักษาพยาบาล ให้หมอได้มีเวลาในการพูดคุย เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ป่วย หรือไม่ทำให้โรคที่เป็นอยู่รุนแรงยิ่งขึ้น"

ดังนั้น จึงจะเห็นได้ชัดว่า โรงพยาบาลทุกแห่ง ต้องเป็นผู้ตั้งรับคนป่วยที่จะมารับการรักษา จึงคิดว่าบางโรคที่ควรจะมีการรักษาในรูปแบบของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ความเสี่ยง ฝึกวิธีคิดให้ผู้ป่วย และให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยในชุมชนชนนั้นๆ จะทำให้จำนวนผู้ป่วยลดน้อยลง

ประกอบ กับนโยบายบัตรทองของรัฐบาล มีส่วนทำให้จำนวนคนไข้มากขึ้น โดยเฉพาะโรงพยาบาลประจำจังหวัด รวมถึงสาเหตุจากความไม่มั่นใจของคนไข้ในโรงพยาบาลขนาดเล็ก และหมอกลัวการโดนฟ้องร้อง จึงต้องส่งผู้ป่วยมารับการรักษาโรงพยาบาลจังหวัดมากขึ้น

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกังวลใจ ว่าจะทำอย่างไรจึงจะลดปริมาณคนไข้ที่เข้ามารับการรักษาในแต่ละวันลงครึ่งหนึ่ง คนที่จะเข้ามายังโรงพยาบาลได้นั้น จะต้องเป็นคนไข้ที่ส่งต่อจากโรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาลชุมชน เท่านั้น หรือเป็นคนไข้ที่หมอนัด คนไข้ที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น สำหรับคนที่เจ็บป่วยด้วยโรคธรรมดา ไม่มีความซับซ้อน จะให้เข้ารับการรักษานอกโรงพยาบาล หากปริมาณคนไข้ลดลง แพทย์จะได้มีเวลาพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ กับคนไข้ อย่างเต็มที่ ซึ่งเรื่องที่โรงพยาบาลกำลังจะดำเนินการในขณะนี้ คือลดปริมาณคนไข้



นายแพทย์วิรัช พันธุ์พานิช กล่าวว่าเมื่อปีพ.ศ. 2551 โรงพยาบาลได้เริ่มอบรมสร้างแนวคิดใหม่ ให้เจ้าหน้าที่สถานีอนามัย จำนวน 17 แห่ง ในเขตอำเภอเมืองลำพูน ให้มีความรู้ด้านสุนทรียสนทนา การพูดคุยกับคนไข้ รวมถึงได้นำเอากระบวนการพุดคุยกับคนไข้มาใช้ ให้คนไข้ดูแลตนเอง สำหรับคนป่วยที่ป่วยไม่มาก คนที่มีความเสี่ยง สามารถพูดคุยให้ป้องกันเอง โดยให้กลุ่มงานเวชกรรมสังคม เข้าไปคลุกคลีกับชุมชน ให้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง จำนวน 1,500 คน ได้กลับเข้าไปอยู่ในชุมชน สร้างเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยในชุมชน ให้ชุมชนดูแลกันเอง และจัดตั้งเป็นชมรมของผู้ป่วย ให้ได้แลกเปลี่ยนความรู้ คน ไข้คนไหนที่ปฏิบัติตัวได้ดี ก็จะเป็นตัวอย่างให้กับคนอื่น โรงพยาบาลจะเป็นพี่เลี้ยง โดยใช้ทีมของสถานีอนามัยตำบล และอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งการเข้าถึงชุมชน ส่งผลให้ได้สร้างเครือข่ายในแต่ละชุมชนด้วย อีกทั้งยังทำให้หน่วยงานองค์กรปรกครองส่วนท้องถิ่น ( อปท. ) และองค์กรเอกชนในพื้นที่ มีโอกาสทำงานร่วมกันผ่านเครือข่ายที่สร้างขึ้น

ภายในปี 2552 นี้ โรงพยาบาลจะได้เปิดให้บริการรักษาคนไข้นอกโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น เพื่อลดความแออัดของคนที่จะเข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล ปัจจุบันมีจำนวนวันละประมาณ 1 พันคน ทั้งนี้ได้เซ็นสัญญาร่วมกับ สปสช. หรือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็น โครงการระยะสั้นที่จะเช่าอาคาร สถานที่ บริเวณถนนสันเหมือง ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน เป็นสถานที่ให้บริการรับผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล สำหรับแผนงานระยะยาวโรงพยาบาล จะสร้างแผนกรับผู้ป่วยนอก หรือ Gate Keeper บริเวณถนนเลียบทางรถไฟ ใกล้กับวัดพระยืน ต.เวียงยอง อ.เมืองลำพูน โดยได้รับการสนับสนุนที่ดินจาก มูลนิธิพัฒนาอนามัยเชียงใหม่ จำนวน 19 ไร่ จัดสร้างโรงพยาบาลดังกล่าว เน้นการดูแลผู้ป่วยที่มารับการรักษาด้วยโรคไม่ซับซ้อน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้รับบริการอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน

ปัจจุบันโรงพยาบาลได้พัฒนา ปรับปรุงคุณภาพ การให้บริการ ตามมาตรฐานของสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.) ให้บริการด้วยความรวดเร็ว สะดวกสบาย และใช้การดูแลผู้ป่วย ด้วยความรัก หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ หรือ Humanized Health Care ได้จัดอบรมให้ความรู้ ปรับเปลี่ยนแนวคิด การให้บริการ แก่เจ้าหน้าที่ ในรูปแบบ Humanized Health Care และ สุนทรียสนทนา เพื่อให้พยาบาลที่ต้องอยู่กับคนไข้ วันละ 8-10 ชั่วโมง ได้เกิดการให้บริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ซึ่งรูปแบบการให้บริการของโรงพยาบาลในอนาคต จะต้องคำนึงถึง 3 กลุ่ม คือ คนไข้ เจ้าหน้าที่ และสังคม

หากสามารถเปลี่ยนแนวคิด ของบุคลากร แพทย์ พยาบาลได้ก็จะทำให้ระบบการบริการด้านสาธารณสุขเกิดการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น อีก ทั้งยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับโรงพยาบาลของรัฐบาล ที่หลายคนมองว่าบริการไม่ดีเหมือนกันกับเอกชน เหมือนกับโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งหากได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ การบริการ ให้ดีขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้ ผู้ป่วย ชุมชน ได้ดูแลกันเอง ก็จะทำให้ การพัฒนาคุณภาพการบริการเปลี่ยนแปลงไป แต่ตนมองว่า การปรับเปลี่ยนความคิด ของพยาบาล เจ้าหน้าที่ คาดว่าต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี จะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม เพราะเป็นเรื่องยากที่สร้างความเข้าใจให้ทุกคน เข้าใจคนรอบข้าง มีความรักและเห็นใจผู้ป่วย เหมือนกับตัวเอง หรือญาติของตัวเอง

ทั้งนี้ การให้บริการรูปแบบใหม่ จะประสบผลสำเร็จอยู่ที่คน ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญ หากเกิดกระบวนการคิดดี แต่คนบุคลากรของโรงพยาบาลทำไม่ได้ ก็ไม่ประสบผลสำเร็จแน่นอน ทั้งนี้ประชาชนควรจะมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถดูแลตนเอง จากโรคภัย ไข้เจ็บต่างๆได้ การ สร้างสุขภาพที่ดีให้กับตนเอง เป็นเป้าหมายสูงสุด ซึ่งขณะนี้การปรับรูปแบบใหม่ ต้องทำไป เรียนรู้ไป ต้องแลกเปลี่ยนความรู้ ทำงานร่วมกับสถานีอนามัย รวมถึงทำให้เจ้าหน้าที่ทราบถึงกรอบ แนวคิด ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโรงพยาบาลในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร

ดังนั้น จึงเชื่อมั่นว่าหากได้ปรับรูปแบบการให้บริการ ปรับวิธีการรับคนไข้ จะทำให้โรงพยาบาลเปลี่ยนไป คนไข้เข้ามาในโรงพยาบาลมีจำนวนน้อยลง โรงพยาบาลจะมีคุณภาพการให้บริการมากขึ้น เป็นการให้บริการด้วยใจ ทำให้เจ้าหน้าที่ มีความรัก รู้สึกที่ดีต่อผู้ป่วย
อย่างไรก็ตามในอนาคตจะต้องร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในชุมชน ช่วยกันดูแลผู้ป่วย และเสริมสร้างสุขภาพคนในชุมชนมีสุขภาพที่ดี ซึ่ง สอดคล้องกับทิศทางของกระทรวงสาธารณสุขในอนาคต ที่มีนโยบายจะสร้างโรงพยาบาลเสริมสร้างสุขภาพประจำตำบลขึ้น และโรงพยาบาลลำพูน ก็จะเป็นจุดเล็กๆที่เริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลง การให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชน ให้คนไทยได้เข้าถึงบริการในรูปแบบใหม่ ไม่ต้องรอพบแพทย์นานๆเหมือนแต่ก่อน และได้รับการบริการจากพยาบาล เจ้าหน้าที่ ด้วยความรัก หัวใจความเป็นมนุษย์

ด้วยผลงานที่โดดเด่นของโรงพยาบาลลำพูน สถาบัน พรพ.ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงคดโรงพยาบาลลำพูน นำไปสู่ “โครงการสร้างเสริมสุขภาพผ่านกระบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน” ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ กุมภาพันธ์2552 – มีนาคม2554



นางพิกุล คำอิ่น อายุ 56 ปี ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เปิดเผยว่า เป็นโรคเบาหวานจากกรรมพันธุ์ เริ่มเป็นเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ต้องไปรักษาตรวจเช็คระดับน้ำตาล ตามที่หมอ โรงพยาบาลลำพูนนัดเป็นประจำทุกเดือน ในวันที่หมอนัดก็ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลแต่เช้า ทุกครั้งที่ไป คนไข้ก็จะเยอะมาก กว่าจะได้รับการตรวจ และคุยกับหมอเสร็จประมาณ 3 -4 โมงเย็น บางครั้งก็เบื่อที่จะต้องมารอ ก็เลยให้สามีขับรถมาส่งตอนเช้า และตอนเย็นก็ให้มารับ เพราะไม่อยากให้มานั่งรอด้วยกัน

ถึงแม้ว่าผู้ป่วยที่โรงพยาบาลจะเยอะมาก แต่เจ้าหน้าที่ก็ให้บริการดี หมอก็แนะนำเรื่องการกินอาหาร ควบคุมน้ำตาล แต่ก็ได้คุยกับหมอประมาณ 2-3 นาที ถ้าโรงพยาบาลสามารถลดปริมาณคนไข้ลงได้ ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะจะทำให้ได้รับการตรวจเร็วขึ้น และมีเวลาไปทำงานอย่างอื่นด้วย เมื่อ เดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการจัดตั้งชมรมโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงในตำบล ตนก็ได้มีโอกาสเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานเหมือนกัน อีก ทั้งยังได้รับการตรวจจากแพทย์ที่โรงพยาบาลลำพูน เหมือนกับไปรับการตรวจที่โรงพยาบาล แต่แตกต่างกันคือมีความรวดเร็วกว่า และใกล้บ้าน รอตรวจเพียงครึ่งวันก็เสร็จ ผู้ป่วยที่มารอตรวจมีจำนวนไม่มาก 60-70 คน



นายถวิล ทาสีคำ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 7 ต.บ้านกลาง อ.เมืองลำพูน กล่าวว่า ราษฎรในหมู่บ้าน ป่วยเป็นโรคเบาหวานกันมาก ต้องไปพบหมอทุกเดือน หลังจากที่เทศบาลได้จัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลบ้านกลางขึ้น ก็ ได้มีการทำงานร่วมกับสถานีอนามัย และโรงพยาบาลลำพูน โดยเฉพาะการจัดตั้งชมรมผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ทำให้คนป่วยได้มีโอกาสมารวมกลุ่ม ทำกิจกรรม มีความ รู้ ความเข้าใจในการดูแลตนเองจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และยังได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ อย่างสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาไปรอที่โรงพยาบาล เป็นผลดีกับคนที่ยังไม่เจ็บป่วย จะได้มีความรู้ ในการป้องกันตนเอง ไม่ให้เป็นโรคดังกล่าวด้วย

"นับว่าเป็นผลดีต่อหลายๆฝ่าย โดยเฉพาะประชาชน ควรจะได้รับการส่งเสริม การดูแล รักษาสุขภาพให้มากๆ"ผู้ใหญ่ถวิล กล่าวในที่สุด

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สุขที่ผู้สูงอายุสัมผัสได้จาก "เพื่อนช่วยเพื่อน"

ความที่แปลกหน้าและไม่คุ้นชิน ทำให้ประเมินไม่ได้เลยว่าความร้อนของแดดในตอนสายวันนั้นจะมากกว่าวันอื่นๆที่ผ่านมาหรือไม่

ที่แน่ๆ แม้จะปริปากบ่นบ้างอยู่บ้าง หากแต่สองเท้าหลากคู่ของบรรดายาย ย่า กลุ่มสมาชิกผู้สูงอายุยังคงก้าวต่อไปอย่างไม่แยแสกับบรรยากาศ และด้วยความไม่คุ้นเคยอีกเช่นกัน ที่ทำให้ยากจะเดาได้ว่าจุดหมายของการเดินทางในครั้งนี้สิ้นสุด ณ จุดใด



“เอ้า เลี้ยวขวาข้างหน้าก็ถึงแล้ว เอาบ้านยายคำก่อนล่ะกันมันใกล้ดี” ‘ยายหนูน้อย’ (หนูน้อย โคตรรวิทย์ ) ประธานชมรมผู้สูงอายุชุมชนเชียงหวาง-สร้างลาน ตะโกนพูดขึ้นลอยๆ ทว่าช่วยคลายสงสัยให้ผู้มาเยือนที่เดินรั้งท้ายได้พอสมควร

นอกจากการสร้างแกนนำอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ(อผส.) การให้ความรู้ด้านการออกกำลังกายและการดูแลรักษาสุขภาพให้สมกับวัยแล้ว ‘เดินเยี่ยมบ้าน’เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในโครงการ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ที่ชมรมผู้สูงอายุบ้างเชียงหวาง-สร้างลาน ต.เชียงหวาง อ.เพ็ญ จ.อุดรธานีทำมาอย่างต่อเนื่อง

จริงอยู่ที่การเยี่ยมเยียนถามไถ่สารทุกข์สุขดิบระหว่างคนในชุมชนจะเป็นกิจวัตรที่ชาวบ้านในสังคมชนบทผูกพันและทำเป็นประจำอยู่แล้ว หากการสนับสนุนจากสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้ช่วยเติมเต็มกิจกรรมเคยชินดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งยังให้ความรู้และช่วยอบรมแนวทางปฏิบัติที่จำเป็นสำหรับสูงอายุ รวมไปถึงมอบทุนอื่นๆเพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมดูแลสุขภาพในชุมชน



ยายหนูน้อย เล่าย้อนว่า ภายหลังจากตั้งชมรมผู้สูงอายุในชุมชนไม่นาน ได้ไปจดทะเบียนกับสมาคมผู้สูงอายุของจังหวัดซึ่งเชื่อมโยงกับสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยอีกทอดหนึ่งตามคำแนะนำของคนรู้จัก จากนั้นเมื่อมีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับผู้สูงอายุจึงได้ร่วมด้วยเรื่อยมา เช่นเดียวกับโครงการฯนี้ที่ต้องการให้ผู้สูงอายุในชุมชนเกิดกระบวนการร่วมดูแลสุขภาพซึ่งกันและเอง ในฐานะเป็นผู้ที่อยู่ในวัยเดียวกัน สนิทสนมใกล้ชิด และเข้าใจกันมากที่สุด

ยายหนูน้อย เล่าต่อว่า “เวลาไปเป็นตัวแทนอบรมหรือมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลในอำเภอและจังหวัดมาสอนเรื่องการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย พวกฉันจะเอาความรู้ที่ได้ไปบอกคนอื่นๆต่อตอนไปเยี่ยมบ้านนี่แหละ อย่างบางครั้งมีเจ้าหน้าที่อำเภอมาอบรมให้ที่อนามัย เพื่อนบางคนไม่ว่างไปฟังหรือเดินทางไปไม่ไหว พวกสมาชิกจะช่วยกันบอกต่อเรื่องเหล่านั้น หรือไม่ก็หาเวลาเจอกันที่ชมรมบ้าง”

“คนแก่ที่บ้านนี้มีเยอะ ที่สมัครเข้าชมรมมีประมาณ40-50 คน แต่ที่มาเป็นประจำนี่มีไม่มากหรอกสัก20คนเห็นจะได้ ใครว่างก็มาร่วม ไม่ว่างก็ไม่เป็นไร ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ตอนสายๆหลังทำบุญและ กินข้าวเช้าร่วมกันแล้ว จะแยกย้ายกันอาบน้ำที่บ้าน จากนั้นจะนัดกันที่ชมรม นั่งคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบว่าใครเป็นอย่างไรกันบ้าง อาการป่วยดีขึ้นไหม เวลานี้พอรู้ว่าคนไหนป่วยจะบอกกัน ถ้าสะดวกก็ออกไปเยี่ยมพร้อมกันเลย ถ้าไม่ก็อาจจะเป็นวันพรุ่งนี้หรือมะรืนบ้าง อาจจะติดกับข้าวหรือผลไม้ไปฝาก อาทิตย์ละครั้งบ้าง 2อาทิตย์ครั้งบ้างตามแต่สะดวก”

“บางทีไปไม่มีธุระอะไร แต่รู้สึกว่าต้องมาเยี่ยมกันบ้าง พอเพื่อนต่างดีใจทั้งนั้น บางคนลูกหลานไปทำงานหมดไม่มีใครดูแล ชีวิตลำบาก พอไปหาเขาซึ้งมากน้ำตาไหลเลย ก็บอกว่าไม่เป็นไร ไม่ทิ้งกันหรอก”ยายหนูน้อยอธิบาย



ดวงตาที่คลอด้วยน้ำของยายคำ ขมิ้นเขียว คนชราที่อาศัยอยู่แต่เพียงผู้เดียวที่เพิงไม้ขนาดเล็กหลังเก่า เลขที่125 หมู่9 บ้างเชียงหวาง ยืนยันได้เป็นอย่างดี

“ใจหนึ่งดีใจที่ได้เจอเพื่อน ได้มาเยี่ยมเพื่อน ขณะที่อีกใจกลับรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก บางทีเราก็มีธุระต้องทำ จะมาทุกวันคงไม่ได้”สมาชิกชมรมฯคนหนึ่งตอบเบาๆเมื่อถูกถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง"

ขณะที่ยายหนูน้อย ประธานชมรมฯ บอกอีกว่า ผู้สูงอายุมักมีอาการเจ็บป่วยและโรคบางอย่างที่คล้ายกัน เช่นที่ชุมชนนี้ที่ส่วนใหญ่มักเป็นเบาหวาน ปวดตามข้อ โรคกระเพาะ ซึ่งเวลาไปเยี่ยมบ้านนี่เองที่จะถือโอกาสบอกแนวทางปฏิบัติและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนไปด้วย

“เวลาพวกฉันไปหาหมอได้ยาอะไรหรือหมอบอกว่าต้องทำอย่างไรบ้าง จะกลับมาบอกเพื่อนต่อ เช่นหน้านี้มันมีมะม่วงสุกเยอะแต่คนเป็นเบาหวานกินมากไม่ได้ ก็จะคอยเตือนกันว่าอย่ากินมาก เดี๋ยวน้ำตาลขึ้นหมอจะว่าเอา หรือฉันได้ยาสมุนไพรดีๆมาก็จะมาบอกเพื่อนที่ชมรมหรือตอนมาหาที่บ้าน อย่างน้ำต้มสุกที่ใส่ขวดมานี่ก็ต้มกับฟ้าทะลายโจร ฉันรู้มาว่ามันกินแล้วป้องกันโรคหวัดได้ก็บอกเพื่อนต่อ” ยายหนูน้อย ระบุ



ด้าน ‘หมอเพ็ญ’ (ลำเพ็ญ ศรีเชียงหวาน) หัวหน้าอนามัย ต.ศรีเชียงหวาน ที่แม้จะไม่ได้เป็นสมาชิกชมรมแต่ได้คลุกคลีกับผู้สูงอายุกลุ่มนี้มองว่า การที่ผู้สูงอายุได้มารวมตัวและร่วมแนะนำเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องดีมาก อย่างน้อยเมื่อมีข่าวเรื่องสาธารณสุขที่จำเป็นหรือมีหมอมาจากอำเภอมาตรวจเยี่ยม จะได้กระจายข่าวได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ยิ่งมีโครงการจากภายนอกร่วมสนับสนุนและให้เงินทุน กิจวัตรต่างๆที่เป็นไปโดยธรรมชาติอยู่แล้วจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผู้สูงอายุจะได้รับประโยชน์

อย่างไรก็ตามในฐานะอนามัยเป็นห่วงว่า การให้ความรู้แบบผิดๆ ของผู้สูงอายุด้วยกันเองเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ยิ่งประเภทการใช้ยาลูกกลอนหรือยาสมุนไพรที่อีกคนหนึ่งใช้ดี แต่สำหรับอีกคนอาจใช้ไม่ได้ผล ดังนั้นต้องเตือนชาวบ้านอยู่เสมอว่าไม่ควรใช้ยาใดๆนอกจากแพทย์สั่ง

“มีโครงการเพื่อนเยี่ยมเพื่อนก็ดีนะ เวลาอนามัยไปเยี่ยมก็ไม่ต้องไปคนเดียว เพราะมีสมาชิกชมรมไปด้วย หรือถ้าวันไหนอนามัยไม่ว่างพวกยายๆไปเยี่ยมจะมาบ้างเราเองเลย”หัวหน้าอนามัยพูดทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี

หลังจากเริ่มโครงการเมื่อปี 2550 ขณะนี้โครงการฯได้ดำเนินมาถึงปีสุดท้ายแล้วในปี 2552 ซึ่งนอกจากการประเมินประสิทธิภาพของโครงการฯที่ประสบความสำเร็จแล้ว การกำหนดแผนงานเพื่อใช้เป็นแนวทางดำเนินการต่อไปในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน

อ.ธิดา ศรีไพพรรณ์ เลขาธิการสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยฯ องค์กรผู้ริเริ่มโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนที่ทำงานร่วมกับสสส. มองว่า หากต้องการให้แนวทางดังกล่าวถูกสานต่ออย่างเป็นรูปธรรม เฉกเช่นปัจจุบัน ควรมีหน่วยงานของรัฐในท้องถิ่น เช่น เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)ในฐานะที่เป็นหน่วยราชการที่ใกล้ชิดชุมชนซึ่งมีงบประมาณเพื่อใช้พัฒนาท้องถิ่นอยู่แล้วเข้ามารับช่วงต่อแทนจึงเป็นที่มาของการระดมจัดประชุมโครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ ในทุกภูมิภาคในเดือนพฤษภาคม ที่มีนายกอบต.ในฐานะผู้รับไม้ผลัดต่อเข้าร่วมเพื่อรับทราบและกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่าง ‘ชุมชน’กับ’ส่วนท้องถิ่น’



“โครงการเพื่อนช่วยเพื่อนได้สร้างความรู้สึกที่ดีให้กับผู้สูงอายุในชุมชนทั่วประเทศ เกิดการตั้งชมรมผู้สูงอายุและนำไปสู่แนวทางต่างๆที่ทำให้คนในชุมชนเกิดความตระหนักว่ากลุ่มผู้สูงอายุคือกลุ่มที่มีค่ากับชุมชน ในขณะที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ชุมชนต้องคิดว่าจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้อยู่อย่างมีความสุข ไม่ถูกทอดทิ้ง”อ.ธิดา กล่าวและว่า

“ที่ผ่านมาเราได้ทำโครงการไปแล้วกว่า367ชุมชนทั่วประเทศ พร้อมกับมองหาแนวทางขยายโครงการต่อไป รวมถึงการประสานงานกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นให้เข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งขณะนี้ได้มีหน่วยงานท้องถิ่นเต็มใจที่จะเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า195ชุมชน”เลขาธิการสภาผู้สูงอายุกล่าว

"เพื่อนช่วยเพื่อน" จึงเป็นโครงการที่มีคุณค่าและเป็นบทพิสูจน์องค์กรส่วนท้องถิ่นอีกทางหนึ่งด้วยโจทย์ที่ว่าสามารถสานต่อแนวทางนี้ต่อไปได้หรือไม่ อย่างไร

หากกระบวนการที่ว่ามาทั้งหมดประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนตามที่คาดหวังได้จริง ชีวิตผู้สูงอายุจะมีความสุขที่มั่นคงขึ้นอย่างแน่นอน

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วิทยาศาสตร์สร้างสุขในโรงเรียน

“โครงงานวิทยาศาสตร์ทั่วไป มักเน้นไปที่การแข่งขัน เด็กที่เข้าร่วมจึงต้องเป็นเด็กเก่ง เรียนดี ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยาก ทั้งที่ความเป็นจริงวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัว หากพวกเขารู้จักสำรวจ วิเคราะห์และประเมินผลอย่างเป็นขั้นตอน นั่นละคือวิทยาศาสตร์แล้ว”คือทั้งปัญหาและข้อเท็จจริงที่ ชายกร สินธุสัย นักวิชาการด้านการบริการเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาชนบท ศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ (ไบโอเทค) สะท้อนจากมุมมองในฐานะวิทยากรที่มีประสบการณ์ด้านอบรมวิทยาศาสตร์มายาวนาน


เมื่อรวมกับการหนุนเสริมจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)จึงเป็นที่มาของ “โครงงาน(เชิง)วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า”
โครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า คือโครงการเสริมสร้างสุขภาพอนามัยแก่เด็กและเยาวชน ผ่านการเรียนรู้ในรูปแบบโครงงานวิทยาศาสตร์ ที่เน้นเนื้อหาไปในด้านการแก้ปัญหาสุขภาพ ทั้งพฤติกรรม อาหาร สิ่งแวดล้อม ฯลฯที่เกิดขึ้นในรั้วโรงเรียน โดยขั้นตอนเริ่มจากการรับสมัครครูแกนนำที่อยู่ภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) รวมถึงโรงเรียนในพื้นที่ปฏิบัติการของสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.)เข้าอบรม ก่อนนำแนวทางที่ได้ไปขยายผลต่อในแต่ละโรงเรียน ผ่านการสอนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรค่าย โครงงานวิทยาศาสตร์ หรือการเรียนการสอนในคาบเรียนปกติ ที่ชี้ให้เด็กเห็นความสำคัญของประเด็นปัญหาใกล้ตัวจนอยากรู้สึกเปลี่ยนแปลง

ชายกร ในฐานะผู้จัดการโครงการฯ อธิบายว่า โครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า มีหัวใจสำคัญที่การปลูกฝังให้เด็กนักเรียนรู้จักการสำรวจสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมต่างๆในโรงเรียนที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพ เป็นการลดความทุกข์และสร้างความสุขในโรงเรียน ไม่ใช่การมุ่งแข่งขันหรือใส่ใจกับความเป็นเลิศทางวิชาการเหมือนโครงงานอื่นๆ ดังนั้นเด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กเรียนดี เพียงแค่สนใจและต้องการเห็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเป็นพอ



เนื้อหาโครงงานหลักในช่วงแรกที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องราวง่ายๆในรั้วโรงเรียนที่สะท้อนสภาพแวดล้อมหรือปัญหาสุขภาพที่นักเรียนประสบอยู่ อาทิ “โครงงานกำจัดขยะเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ” “โครงงานฟ.ฟันยิ้มสวย ด้วยพี่ดูแลน้อง” “โครงงานสุขาน่าใช้” หรือโครงงานที่มีชื่อเก๋ๆว่า”การสำรวจดัชนีความสุขและความเครียดของนักเรียนป.6ในตำบลบ้านกาศ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน” ของนักเรียนโรงเรียนบ้านแพะพิทยา จ.แม่ฮ่องสอน
ด.ญ.สุพรรณษา ประเสริฐวิมล หนึ่งในทีมโครงงานวิทยาศาสตร์สำรวจดัชชีความสุขฯ เล่าถึงที่มาว่า ขณะที่ทำโครงงานครั้งนั้นอยู่ชั้นม.2 แต่นึกย้อนไปถึงสมัยที่เรียนอยู่ชั้นป.6กำลังจะเข้าเรียนม.1ที่โรงเรียนแห่งใหม่ จำได้ว่าช่วงนั้นรู้สึกเครียด กลัวว่าไปเรียนที่ใหม่จะไม่มีเพื่อน กังวลว่าการเรียนและการเดินทางยากขึ้น ช่วงเวลานั้นจึงรู้สึกไม่มีความสุขจนไม่ค่อยอยากจะทำอะไร ดังนั้นเมื่อครูที่โรงเรียนบอกว่าจะให้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์จึงเลือกที่จะทำเรื่องนี้เพื่ออยากค้นหาคำตอบถึงความรู้สึกของคนอื่นๆบ้าง
“เริ่มสำรวจโดยการถามน้องๆป.6 ทั้งหมด7โรงเรียนในตำบลบ้านกาศ จ.แม่ฮ่องสอน พวกเขากำลังจะเตรียมย้ายโรงเรียนเพราะโรงเรียนที่เรียนอยู่ไม่ได้สอนชั้นม.1 จึงรู้ว่าส่วนใหญ่แล้ว ทุกคนมีความเครียดคล้ายๆกัน ต่างกังวลไม่รู้ว่าไปเรียนโรงเรียนใหม่แล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง จะมีเพื่อนไหม คุณครูดุรึเปล่า เริ่มคิดถึงเพื่อน”
โครงงานสำรวจในครั้งนั้นจึงได้ผลสรุปที่เป็นสาเหตุของความเครียดของนักเรียนและยังเป็นจุดริเริ่มของโครงงานวิทยาศาสตร์อื่นต่อไปคือ”สุขภาพดีด้วยเสียงเพลง”และ”ก่อนบ่าย15นาทีมีความสุข” ซึ่งเป็นโครงงานที่สอดแทรกกิจกรรมลดความเครียดให้แก่นักเรียนชั้นป.6 เสมือนเป็นภาคต่อจากงานชิ้นแรก โดยโครงงานสุขภาพดีด้วยเสียงเพลงนั้นเป็นการขออนุญาตครูเปิดเพลงผ่านเสียงตามสายภายในโรงเรียนเพื่อเป็นวิธีช่วยลดความเครียด เช่นเดียวกับอีกโครงงานที่จัดให้มีกิจกรรมเต้นแอโรบิคออกกำลังกาย ที่นักเรียนทุกระดับต่างชอบและมีความสุขมากขึ้น


ด้านอรุณศรี วัลลภ ครูวิทยาศาสตร์โรงเรียนบ้านแพะพิทยา ที่ปรึกษาโครงงานฯ เล่าว่า โครงงานการสำรวจดัชนีวัดความสุขฯเกิดจากประเด็นใกล้ตัวของนักเรียนเอง การที่เด็กเหล่านั้นมีประสบการณ์มาก่อน ทำให้เข้าใจกลุ่มเด็กที่ไปสำรวจ เมื่อเข้าใจแล้วการซักถามเพื่อเก็บข้อมูลจึงทำได้ง่ายขึ้น ข้อมูลที่ได้จึงสะท้อนความรู้สึกได้ใชัดเจน
“นอกจากจะช่วยลดความเครียดและสร้างสุขให้แก่นักเรียนกลุ่มตัวอย่างแล้ว กิจกรรมที่ทำเช่นการออกกำลังกาย การร้องเพลงก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้นแต่ทั้งหมดยังนำมาสอดแทรกกิจกรรมของโรงเรียนให้แก่นักเรียนชั้นอื่นๆด้วย จะว่าเป็นโครงงานฯที่ช่วยลดความเครียดให้กับทุกคนในโรงเรียนก็ว่าได้”ครูอรุณศรีกล่าวและว่าสิ่งนี้คือปัจจัยที่ทำให้โครงงานฯได้รับรางวัลดาวทองการประกวดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับวิถีชีวิตเมืองในหมอกครั้งที่8 ซึ่งจัดโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัด

สำหรับในช่วงระยะที่2นี้ ชายกร อธิบายว่า โครงการจะจัดลำดับสำคัญและมุ่งการพัฒนาด้านสุขลักษณะในโรงเรียน ทั้งในด้านอาหาร โรงครัว สิ่งแวดล้อม ห้องน้ำ หอพัก ที่ทิ้งขยะให้มากขึ้น เนื่องด้วยประเด็นปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวและเป็นประเด็นร่วมที่เกือบทุกโรงเรียนประสบอยู่มากน้อยต่างกัน มีการพยายามสร้างกิจกรรมเพื่อจัดการ สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมจนนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาจับต้องและคลี่คลายปัญหาให้เห็นผลชัดเจนได้ โดยการจัดอบรมครูแกนนำในครั้งนี้ที่จะเน้นที่ในโรงเรียนห่างไกลความเจริญ มีการคมนาคมและสาธารณูปโภคที่ไม่สะดวก
“ส่วนหัวข้อต่างจากนี้ก็ยังสามารถทำได้ เรายังเน้นความสำคัญที่เรื่องปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นในรั้วโรงเรียนในมิติต่างๆ นักเรียนและครูสามารถมีส่วนร่วมกับโครงงานวิทยาศาสตร์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กเก่ง เพราะไม่ได้เน้นที่ผลการแข่งขัน”ชายกรกล่าว